เล่าประสบการณ์ หลังย้ายมาใช้ Vultr $3.5 แทน DigitalOcean $5

ทำไมถึงย้าย ?

เดิมทีผมใช้ VPS ของค่าย DigitalOcean ที่ราคา $5/เดือน ใช้มานานหลายปีก็แฮปปี้ดี ไม่เคยมีปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด แต่มาวันนึงผมก็เริ่มคิดขึ้นมาว่า อาจจะมี VPS ค่ายอื่น ที่มีราคา/เดือนถูกกว่านี้ก็เป็นได้

ผมจึงพยายามหาผู้ให้บริการ VPS รายใหม่ ที่ราคาถูกลง และเชื่อถือได้ โดยค้นหาด้วยตัวเองบ้าง ลองถามจากในกลุ่ม Facebook บ้าง และผมก็ได้พบกับ Vultr ที่มีราคาสุดดึงดูดใจเพียง $2.5/เดือนเท่านั้น (สุดท้ายเลือกใช้ $3.5 เพราะตอบโจทย์มากกว่า)

เปรียบเทียบสเปค

สเปคของ DigitalOcean ที่ราคา $5 (Vultr ที่ราคา $5 ก็สเปคเดียวกัน)

  • 1GB RAM
  • 1 CPU
  • 25GB SSD
  • 1,000GB Bandwidth
  • Linux

สเปคของ Vultr ที่ราคา $2.5 และ $3.5

  • 512MB RAM
  • 1 CPU
  • 10GB SSD
  • 500GB Bandwidth
  • Linux
  • สำหรับราคา $2.5 จะได้เป็น IPv6 only
Vultr plan จากขั้นตอนการ deploy server

ซึ่งถ้าดูจากสเปคแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ราคาลดลงมาครึ่งหนึ่ง สเปคก็ลดลงมาครึ่งหนึ่งด้วยเช่นกัน (ยกเว้นตรงๆ SSD ที่ลดมาเกินครึ่งเล็กน้อย) และข้อมูลสำคัญอีกหนึ่งจุดที่ต้องพิจารณาคือ Vult ที่ราคา $2.5 จะได้เป็น IPv6 only ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ใครหลายๆ คนขยับไปใช้ Vultr ที่ราคา $3.5 แทน

Vultr ที่ราคา $2.5 และ $3.5 มีจุดประสงค์เพื่อเอาไว้ใช้ทดสอบระบบ หรือใช้กับระบบที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นการพัฒนา สเปคจะเป็นแบบแค่พอใช้งานได้ ไม่ได้รองรับการใช้งานแบบที่มีผู้ใช้เข้ามาใช้งานเยอะๆ และนอกจากนี้ Vultr ยังจำกัดให้ 1 account สามารถสร้าง server ราคา $2.5 ได้เพียง 2 server และสามารถสร้าง server ราคา $3.5 ได้เพียง 5 server เท่านั้น ดังนั้นใครจะสร้าง server ราคา $2.5 และ $3.5 ใช้งานพร้อมกันหลายๆ server คงหมดสิทธิ์ครับ

*** ดู plan อื่นๆ ได้ที่ Vultr Plans & Pricing และ Pricing on DigitalOcean ***

IPv6 only หมายความว่าอย่างไร ?

IPv6 only หมายความว่า VPS จะได้รับเฉพาะ IPv6 เท่านั้น ไม่มี IPv4 มาให้ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดว่าอุปกรณ์อีกฝั่งที่จะมาสื่อสารด้วย ก็จะต้องเป็น IPv6 เหมือนกันจึงจะสื่อสารกันได้ เช่น

  • หากคอมพิวเตอร์/มือถือของคุณ ไม่รองรับ IPv6 และคุณต้องการรีโมท SSH เข้าไปที่ VPS คุณจะไม่สามารถเชื่อมต่อโดยวิธีปกติเข้าไปได้ คุณอาจจำเป็นต้องเข้าใช้งานผ่าน web console แทน ซึ่งก็คงไม่สะดวกนัก
  • หากคุณใช้ VPS เพื่อเปิดให้บริการเว็บไซต์ และคอมพิวเตอร์/มือถือของผู้เยี่ยมชมไม่รองรับ IPv6 ผู้เยี่ยมชมก็จะไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ (อาจแก้ไขโดยใช้ Cloudflare เป็นตัวกลางระหว่าง VPS ที่เป็น IPv6 และผู้เยี่ยมชมที่เป็น IPv4 ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามหากคุณมี service อื่นๆ ที่เปิดใช้งานอยู่บน VPS คุณก็จำเป็นต้องเข้าถึง service นั้นๆ ด้วย IPv6 อยู่ดี)

ดังนั้นผมจึงเลือกใช้ Vultr ที่ราคา $3.5 ซึ่งราคาสูงขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่ยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อจากผู้ใช้งานที่ยังไม่รองรับ IPv6

Vultr Web Console

ประสิทธิภาพของ Vultr $3.5 เป็นอย่างไร ?

ผมใช้ VPS เพื่อเปิดเว็บไซต์ โดยติดตั้ง Ubuntu18.04 + Nginx + MyriaDB + PHP7 + WordPress ต้องบอกเลยว่า RAM 512MB ไม่พอใช้ครับ หลังจากที่ผมย้ายมาใช้ Vultr ที่ราคา $3.5 ได้เพียง 2 วัน เว็บไซต์ของผมก็แสดงเป็นหน้าว่างๆ พร้อมกับมีข้อความบอกว่าติดต่อกับฐานข้อมูลไม่ได้ แสดงเป็นหน้าว่างๆ แบบนั้นอยู่นานหลายชั่วโมงเลยครับ จนกระทั่งผมรู้ตัวและ reboot ระบบ

เมื่อเว็บไซต์กลับมาใช้งานได้ ผมก็ลองใช้คำสั่ง htop เพื่อดูการใช้ CPU และ RAM เลยสังเกตเห็นว่า RAM ถูกใช้ไปจนเกือบหมด ซึ่ง RAM ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปโดย MariaDB ผมก็เลยลองหาข้อมูล และพบบทความที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน MariaDB บนอุปกรณ์ที่มี RAM น้อยครับ ซึ่งดูวิธีการตั้งค่าได้จากบทความเรื่อง Starting MySQL On Low Memory Virtual Machines

นอกจากนี้ผมก็ยังสังเกตเห็นอีกว่า swap partition ไม่ได้ถูกสร้างไว้ ผมก็เลยเพิ่ม swap partitionเข้าไป 1GB เพื่อที่ว่าระบบจะได้เอา swap partition ซึ่งเป็น SSD มาใช้ทดแทน RAM ในกรณีที่ RAM ไม่พอใช้ ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงบ้าง แต่ก็ขอให้โปรแกรม และ service ต่างๆ ยังคงทำงานอยู่ได้เป็นพอครับ

และหลังจากที่ผมแก้ไขปัญหาตามที่อธิบายไปข้างต้น เว็บไซต์ของผมก็ไม่พบปัญหาดังกล่าวอีกเลย (อย่างน้อยก็ในประมาณผู้เยี่ยมชมที่มีอยู่ในปัจจุบัน)

หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ก็อัปเกรดได้

เมื่อวันหนึ่งเราต้องการประสิทธิภาพของ VPS ที่เพิ่มขึ้น อาจจะเนื่องจากผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คุณก็สามารถอัปเกรด plan ได้ (แต่ดาวน์เกรดไม่ได้) เพียงเข้าไปที่ my.vultr.com > Servers > “Server name” > Settings > Change Plan

หน้าแสดงการอัปเกรด plan ของ Vultr

สรุป

  • ผมย้ายจาก DigitalOcean มาใช้ Vultr ด้วยเหตุผลที่อยากจะลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพ หรือปัญหาการใช้งานแต่อย่างใด
  • Vultr มี plan ที่ราคาถูกกว่า $5 อยู่ 2 ตัว คือ $2.5 และ $3.5 ซึ่งมีสเปคลดลงจากราคา $5 อยู่ครึ่งหนึ่ง
  • ขั้นตอนการ Deploy server หากไม่เจอตัวเลือก $2.5 และ $3.5 แปลว่าราคานี้ขายหมดแล้วใน Location นั้นๆ ให้ลองเลือก Location อื่นดู (Location มีผลต่อความเร็วในการเชื่อมต่อ และส่งข้อมูล)
  • Vultr VPS ที่ราคา $2.5 จะได้รับเฉพาะ IPv6 เท่านั้น หมายความว่าเครื่อง client จะต้องได้รับ IPv6 จาก ISP ด้วย จึงจะสามารถสื่อสารกันได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากมีปัญหากับ client ที่ไม่รองรับ IPv6 ก็จำเป็นต้องปรับ plan ขึ้นมาเป็นราคา $3.5
  • Vultr ที่ราคา $2.5 และ $3.5 มี RAM เพียง 512MB เท่านั้น ดังนั้นถ้าเปิดเว็บไซต์ และรัน service เยอะๆ อาจมีปัญหา RAM ไม่พอจน service หยุดทำงานได้ ควรเพิ่ม swap partition สัก 1GB เพื่อแก้ปัญหา RAM ไม่พอ (ถึงแม้มี RAM มากกว่า 512MB ก็ควรเพิ่ม swap partition)

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีติดตั้ง VirtualBox บน Ubuntu

วิธีติดตั้งต่อไปนี้ เกือบทั้งหมดผมเอามาจากเว็บไซต์ต้นฉบับ https://www.virtualbox.org/wiki/Linux_Downloads ผมตัดทอนให้เหลือเฉพาะขั้นตอนการติดตั้งสำหรับ Ubuntu และมีปรับปรุงคำสั่งบ้างในขั้นตอนการเพิ่ม repo ให้ดึงค่า code name จากระบบมาใส่โดยอัตโนมัติ และในส่วนของการติดตั้ง Extension Pack ผมเขียนคำสั่งให้เช็คเวอร์ชั่นของ VirtualBox ในระบบ และติดตั้ง Extension Pack ให้เป็นเวอร์ชั่นเดียวกันกับ VirtualBox

ผมทดสอบด้วยตัวเองแล้วบน Ubuntu 18.04 เวอร์ชั่น 64bit ขั้นตอนการติดตั้งทั้งหมดจะเป็น command-line เพื่อให้ทุกขั้นตอนจบได้ในโปรแกรม Terminal โปรแกรมเดียว

วิธีติดตั้ง VirtualBox

เพิ่ม VirtualBox repo เพื่อให้สามารถติดตั้ง และอัปเดต VirtualBox ผ่านคำสั่ง apt ได้

echo "deb [arch=amd64] https://download.virtualbox.org/virtualbox/debian $(lsb_release -cs) contrib" | sudo tee /etc/apt/sources.list.d/virtualbox.list

เพิ่ม key ของ VirtualBox ให้กับ apt

wget -q https://www.virtualbox.org/download/oracle_vbox_2016.asc -O- | sudo apt-key add -
wget -q https://www.virtualbox.org/download/oracle_vbox.asc -O- | sudo apt-key add -

อัปเดต apt index และติดตั้ง VirtualBox

sudo apt-get update
sudo apt-get install virtualbox-6.0

วิธีติดตั้ง Extension Pack

หลังจากที่เราติดตั้ง VirtualBox เสร็จแล้ว เราควรติดตั้ง Extension Pack เข้าไปด้วย เพื่อให้สามารถใช้งานฟังก์ชั่นของ VirtualBox ได้อย่างครบถ้วน เช่น ติดตั้งเพื่อให้สามารถใช้งานอุปกรณ์ USB 2.0 และ USB 3.0 บน guest OS ได้ เป็นต้น

ดาวน์โหลด Extension Pack

VBOX_CURRENT_VER=$(VBoxManage -v | cut -d 'r' -f 1)
wget -c -O /tmp/Oracle_VM_VirtualBox_Extension_Pack-$VBOX_CURRENT_VER.vbox-extpack https://download.virtualbox.org/virtualbox/$VBOX_CURRENT_VER/Oracle_VM_VirtualBox_Extension_Pack-$VBOX_CURRENT_VER.vbox-extpack

ติดตั้ง Extension Pack

VBOX_CURRENT_VER=$(VBoxManage -v | cut -d 'r' -f 1)
sudo VBoxManage extpack install --replace /tmp/Oracle_VM_VirtualBox_Extension_Pack-$VBOX_CURRENT_VER.vbox-extpack

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีใช้ command-line บน Linux

command-line คืออะไร ?

command-line หรือ command-line interface เขียนย่อๆ ได้ว่า CLI คือ ส่วนติดต่อผู้ใช้แบบพิมพ์คำสั่งทีละบรรทัด โดยผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่งเพื่อเรียกใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้ และโปรแกรมส่วนใหญ่ก็จะแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบของข้อความ (text) ดังรูปด้านล่าง

ตัวอย่างการใช้ command-line ผ่านโปรแกรม Terminal

ทำไมต้องใช้ command-line ?

  • เพราะโปรแกรมบางตัวมีให้ใช้เฉพาะบน command-line เท่านั้น
  • เพราะโปรแกรมแบบ command-line ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยกว่า, ข้อผิดพลาดน้อยกว่า และทำงานได้เร็วกว่าโปรแกรมแบบ GUI เนื่องจากไม่มีภาระในส่วนของการแสดงผลกราฟิก
  • เพราะเครื่องที่จะใช้งานบางเครื่องรองรับเฉพาะการใช้งานผ่าน command-line เท่านั้น เช่น เครื่องที่เป็น Linux Server, เครื่องที่ไม่มีจอภาพ หรือเครื่องที่ต้องรีโมทเข้าใช้งานผ่าน SSH เป็นต้น
  • เพราะเราสามารถนำผลลัพธ์จาก command-line ไปใช้งานต่อได้ง่ายกว่าแบบ GUI
  • เพราะบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นผลลัพธ์เป็นภาพกราฟิก

วิธีเรียกใช้งาน command-line บน Linux

หากคุณใช้ Linux Server ซึ่งโดยปกติจะทำงานอยู่ในโหมดข้อความ (text-mode) คุณจะสามารถใช้งาน command-line ได้ทันทีที่คุณเปิดเครื่อง และเข้าสู่ระบบ

แต่สำหรับคนที่ใช้ Linux Desktop ซึ่งทำงานอยู่ในโหมดกราฟิก (graphical-mode) หากจะใช้งาน command-line สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. ใช้งาน command-line ผ่านโปรแกรม Terminal (แนะนำ)
  2. ใช้งาน command-line โดยการสลับไปที่ tty อื่น ซึ่งอยู่ในโหมดข้อความ (text-mode)

วิธีเรียกใช้งานโปรแกรม Terminal (แนะนำ)

โปรแกรม MATE Terminal

วิธีเรียกใช้งานโปรแกรม Terminal ทำได้โดยการคลิกเรียกโปรแกรมจากเมนู วิธีเดียวกับที่เราใช้เรียกโปรแกรมอื่นๆ ในเครื่อง และสำหรับ Linux บางตัว เช่น Ubuntu สามารถเรียกโปรแกรม Terminal ผ่านการกดปุ่มลัด ALT+CTRL+T เป็นต้น

วิธีสลับไปที่ tty อื่น

Linux มักจะมีหลาย tty เช่น Ubuntu มี tty1-7 โดย tty7 จะถูกใช้งานเป็น graphical-mode ส่วน tty1-6 จะเป็น text-mode ที่สามารถใช้งาน command-line ได้ (graphical-mode จะทำงานอยู่ใน tty ไหนก็ได้ แล้วแต่การตั้งค่าของ Linux แต่ละ distro)

การสลับไปมาระหว่าง tty1-7 สามารถทำได้ดังนี

  • กรณีที่คุณอยู่ใน graphical-mode ให้กดปุ่ม CTRL+ALT+Fx (Fx คือ F1 ถึง F7)
  • แต่ถ้าคุณอยู่ใน text-mode ให้กดปุ่ม ALT+Fx (Fx คือ F1 ถึง F7) ก็พอไม่ต้องกด CTRL
  • หรือพิมพ์คำสั่ง sudo chvt x (x คือตัวเลข 1 ถึง 7)

ซึ่งวิธีสลับ tty นี้ แม้แต่ผมเองก็ไม่ค่อยจะได้ใช้สักเท่าไหร่ จะใช้ก็ต่อเมื่อโปรแกรมในโหมดกราฟิคค้างจนใช้งานไม่ได้ และปิดไม่ได้จากในโหมดกราฟิก หรืออยากจะใช้งาน text-mode แบบเต็มหน้าจอเป็นต้น

วิธีพิมพ์คำสั่งลงบน command-line

วิธีพิมพ์คำสั่งบน command-line ผมจะขอยกตัวอย่างเป็น command-line บน Ubuntu ดังนี้

command-line บน Ubuntu จะแสดง prompt เพื่อบอกผู้ใช้ว่าพร้อมรับคำสั่งแล้ว โดย prompt ใน Ubuntu จะประกอบไปด้วย <username>@<hostname>:<working_directory> แล้วปิดท้ายด้วย $ สำหรับ user ทั่วไป หรือปิดท้ายด้วย # สำหรับ root user (ถ้าเป็น Linux distro อื่น หน้าตา prompt อาจแตกต่างออกไป)

  • username คือ ชื่อผู้ใช้
  • hostname คือ ชื่อเครื่อง
  • working_directory คือ ชื่อไดเรคทอรีปัจุบัน จะแสดงเป็นเครื่องหมาย ~ เมื่อเราอยู่ในโฮมไดเรคทอรีของตัวเอง เช่น /home/<your_username> หรือ /root เมื่อชื่อผู้ใช้เป็น root
[email protected]:~$
[email protected]:~#

เมื่อคุณเห็น prompt ที่ปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย $ หรือ # คุณก็สามารถพิมพ์คำสั่ง แล้วกดปุ่ม Enter ได้เลย เช่น พิมพ์ pwd แล้วกดปุ่ม Enter เมื่อคำสั่งนั้นๆ ทำงานเสร็จสิ้น ก็จะแสดง prompt ขึ้นมาเพื่อรอรับคำสั่งอีกครั้ง ตามตัวอย่างด้านล่าง

[email protected]:~$ pwd<ENTER>
/home/poundxi
[email protected]:~$

คำสั่งบน Linux สำหรับทดลองใช้งาน command-line

คำสั่งต่อไปนี้ เป็นคำสั่งที่จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมการใช้งาน command-line เบื้องต้น เพราะเป็นคำสั่งที่ง่าย ไม่ซับซ้อน เมื่อคุณใช้งาน Linux แบบจริงจัง คุณจะรู้ และจดจำคำสั่งอื่นๆ ได้ด้วยตัวคุณเอง

  • whoami = แสดงชื่อผู้ใช้ปัจจุบัน
  • pwd = แสดงชื่อไดเรคทอรีปัจจุบัน
  • ls = แสดงรายชื่อไฟล์ และไดเรคทอรีที่อยู่ในไดเรคทอรีปัจจุบัน
  • ls -l = แสดงรายชื่อไฟล์ และไดเรคทอรีที่อยู่ในไดเรคทอรีปัจจุบัน (แสดงแบบ 1 รายการ/บรรทัด)
  • cd <directory_name> = ย้ายไปทำงานที่ไดเรคทอรีชื่อ <directory_name>
  • mkdir <directory_name> = สร้างไดเรคทอรีชื่อ <directory_name>
  • touch <filename> = สร้างไฟล์เปล่าชื่อ <filename>
  • echo “sometext” > <filename> = เขียนข้อมูล sometext ลงไปในไฟล์ชื่อ <filename> (เขียนทับ)
  • cat <filename> = แสดง/อ่านข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ชื่อ <filename>
  • rm <filename> = ลบไฟล์ชื่อ <filename>
  • rm -r <directory_name> = ลบไดเรคทอรีชื่อ <directory_name>
  • man <command> = อ่านคู่มือการใช้งานคำสั่ง <command> อาจแทนด้วยคำสั่ง ls ชื่ออ่านคู่มือการใช้งานคำสั่ง ls และคุณสามารถออกจากคำสั่ง man ด้วยการกดปุ่ม q

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีทำให้ Bash Prompt บน Ubuntu มีสี

ระบบปฏิบัติการ Ubuntu เลือกใช้ bash shell เป็น shell หลัก ซึ่งไม่ว่าคุณจะใช้ command-line จาก terminal, TTY หรือ SSH ก็ตามแต่ bash shell ก็จะถูกเรียกขึ้นมาให้เราใช้งานโดยอัตโนมัติ

ซึ่งค่าเริ่มต้นของ bash shell ใน Ubuntu ตรงส่วนที่เรียกว่า prompt จะไม่มีสี ซึ่งมีเหตุผลเขียนอธิบายไว้ในไฟล์ .bashrc และแปลเป็นไทยได้ว่า “ที่ทำให้ prompt ไม่มีสีเป็นค่าเริ่มต้น เพราะไม่อยากให้สี prompt ไปรบกวนสายตาผู้ใช้ และอยากให้สายตาผู้ใช้โฟกัสไปที่ การเขียนคำสั่ง และผลลัพธ์”

แต่สำหรับผม ผมก็ชอบแบบที่มีสีมากกว่า เพราะว่าเวลามีสี สีจะช่วยให้เราสามารถแยกบรรทัดที่เราพิมพ์คำสั่ง กับบรรทัดที่แสดงผลลัพธ์ได้ชัดเจน และยังช่วยให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ บน prompt ได้ชัดเจน เช่น username, hostname หรือ working directory เป็นต้น

วิธีตั้งค่า

วิธีตั้งค่า prompt ของ bash shell ให้มีสี ทำได้ไม่ยาก แค่เปิดไฟล์ .bashrc ที่อยู่ใน home directory ของเราด้วย text editor ตัวใดก็ได้ (ถ้ามองหาไฟล์ผ่านโปรแกรมดูไฟล์ จะมองไม่เห็นไฟล์นี้ เพราะไฟล์ถูกซ่อนอยู่ ต้องกดปุ่มลัด Ctrl+H เพื่อแสดงรายการไฟล์ที่ซ่อนอยู่เสียก่อนครับ) เลื่อนหาบรรทัดที่เขียนว่า #force_color_prompt=yes แล้วลบเครื่องหมาย # ออก จากนั้นก็บันทึกไฟล์ แล้วปิด/เปิด terminal, TTY หรือ SSH ใหม่ก็จะได้ prompt ที่มีสีให้ใช้งานแล้วครับ

อีกทางเลือกที่ง่ายกว่าคือ พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ลงไปบน terminal ได้เลยครับ จากนั้นก็ปิด/เปิด terminal, TTY หรือ SSH ใหม่เช่นกันครับ

คำสั่งสำหรับแสดงสี prompt ให้ user ทั่วไป

คำสั่งสำหรับแสดงสี prompt ให้ root user


ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีเปลี่ยนตัวล็อคเหล็กค้ำฝากระโปรงหน้า Ford Fiesta

Ford Fiesta ที่ตัวล็อคเหล็กค้ำฝากระโปรงหน้าหัก จนล็อคเหล็กค้ำไม่อยู่ สามารถถอดเปลี่ยนเองได้ไม่ยากครับ หักยังไงดูภาพประกอบเลยครับ

วันหนึ่งเมื่อผมเปิดฝากระโปรงหน้า แล้วเจอสภาพตัวล็อคหักแบบนี้แล้ว ผมก็เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาครับ ว่าขณะขับรถ เหล็กค้ำจะดิ้นไปโดนชิ้นส่วนสำคัญ ตรงไหนหรือไม่ และด้วยความไม่สบายใจนี้เอง ผมจึงรีบหาซื้อตัวใหม่มาเปลี่ยนทันที

*** ใครไม่รู้ว่าจะหาได้ซื้อจากที่ไหน ซื้อจากร้านเดียวกับผมก็ได้ครับ (ไม่ได้ค่าสปอนเซอร์แต่อย่างใด) http://sdspareparts.lnwshop.com/p/174 ***

ผมพยายามลองงัดอยู่นาน ก็งัดไม่ออก ผมจึงโพสปรึกษาเพื่อนๆ สมาชิกในกลุ่ม Ford Fiesta-Club Thailand จนในที่สุดก็ทำสำเร็จ ซึ่งวิธีถอดของเก่าออก ให้ใช้ไขควงแบนงัดออกครับ เอาที่ขนาดใหญ่ๆ หน่อย จะได้มีแรงงัดครับ (ต้องออกแรงเยอะพอสมควร) ซึ่งวิธีงัดดูได้จากรูปประกอบเลยครับ

ขณะงัด สลักอาจจะอ้าออก ทำให้ตัวล็อคไม่หลุดออกมา อาจจะหาอะไรช่วยเขี่ยให้มันหลุด ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ไอเดียของแต่ละคนครับ ว่าจะใช้วิธีไหน

เมื่อของเก่าหลุดออกมาแล้ว เวลาใส่ของใหม่ก็ง่ายๆ ครับ แค่สวมลงไปที่ตำแหน่งของมัน จากนั้นกดสลักเข้าไปในรูจนสนิทเป็นอันเสร็จครับ

ถ้าตัวล็อคไม่ใช่ของแท้จากศูนย์ ตรงจุดล็อคเหล็กค้ำอาจจะแข็ง และแน่น กดล็อค หรือถอดเหล็กค้ำได้ยาก ต้องออกแรงเยอะมากๆๆๆๆ ผมจึงใช้วิธีนำกระดาษทรายมาขัดแต่งให้ตรงจุดล็อคหลวมขึ้นครับ ซึ่งสำหรับผมเป็นการแก้ปัญหาที่ใช้ได้ผลทีเดียวครับ

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีปิดบัญชีผู้ใช้ Facebook แบบถาวร บนมือถือ Android

บทความนี้จะอธิบายถึงวิธีการปิดบัญชีผู้ใช้ Facebook แบบถาวรบนมือถือ Android นะครับ, ส่วนใครที่จะทำบนคอมพิวเตอร์ ให้ตามไปอ่านกันได้ที่บทความก่อนหน้าในหัวข้อเรื่องวิธีปิดบัญชีผู้ใช้ Facebook แบบถาวร

การปิดบัญชีผู้ใช้ Facebook แบบถาวรบนมือถือนั้น จะทำให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณใน Facebook หายเกลี้ยง และกู้คืนกลับมาไม่ได้อีก โดยการปิดบัญชีผู้ใช้แบบถาวรจะเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ ภายในระยะเวลา 30 วันหลังจากที่เราดำเนินการร้องขอปิดบัญชี เราไม่ได้เข้าสู่ระบบเพื่อไปยกเลิกการกระทำดังกล่าว (หากเผลอไปกดยกเลิก ให้ดำเนินการตามขั้นตอนในบทความนี้ใหม่ตั้งแต่ต้น)

เอาละ หากคุณพร้อมแล้ว ก็เริ่มทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลยครับ

1 . แตะที่ (เพิ่มเติม) > การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว > การตั้งค่า

2 . เลื่อนไปยังหมวดหมู่ ข้อมูลบน Facebook ของคุณ จากนั้นแตะที่ การเป็นเจ้าของและการควบคุมบัญชีผู้ใช้

3 . แตะที่ การปิดใช้งานและการลบ

4 . เลือกตัวเลือก ลบบัญชีผู้ใช้ จากนั้นแตะปุ่ม ดำเนินการต่อเพื่อลบบัญชีผู้ใช้

5 . แตะปุ่ม ลบบัญชีผู้ใช้

6 . ใส่รหัสผ่านปัจจุบันของคุณ จากนั้นแตะปุ่ม ดำเนินการต่อ

7 . ขั้นตอนสุดท้าย แตะปุ่ม ลบบัญชีผู้ใช้ เพื่อยืนยัน จากนั้นโปรแกรมจะนำคุณออกจากระบบโดยอัตโนมัติ และหลังจากนี้คุณก็ไม่ต้องใช้เข้างานบัญชีนี้อีกเป็นระยะเวลา 30 วัน เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการลบบัญชี Facebook แบบถาวรครับ

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีดาวน์โหลดและติดตั้ง TeamViewer บน Windows

TeamViewer คืออะไร ?

TeamViewer (ทีมวิวเวอร์) คือโปรแกรมประเภทรีโมทเดสก์ทอปยอดนิยมตัวหนึ่ง ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถแก้ไขปัญหาทางคอมพิวเตอร์ให้กันและกันได้ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งอาจจะอยู่ใกล้หรือไกลกันก็ตาม ผู้รีโมทจะสามารถมองเห็นภาพหน้าจอ สามารถพิมพ์ และสามารถคลิกเมาส์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ถูกรีโมทได้ เสมือนผู้รีโมทไปนั่งอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ของผู้ถูกรีโมทเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังสามารถโอนย้ายไฟล์ไปมาระหว่างเครื่องผู้รีโมทและผู้ถูกรีโมทได้อีกด้วย

วิธีดาวน์โหลด

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.teamviewer.com/th/ดาวน์โหลด
  2. คลิกเลือก “ระบบปฏิบัติการ Windows”
  3. คลิกปุ่ม “ดาวน์โหลด TEAMVIEWER”

วิธีติดตั้ง

1 . ดับเบิลคลิกไฟล์ชื่อ TeamViewer_Setup.exe ที่ได้จากขั้นตอนการดาวน์โหลดก่อนหน้า

2 . เมื่อหน้า TeamViewer Setup แสดงขึ้นมา ให้เลือกตัวเลือกเป็น Basic Installation และ Personal / Non-commercial-use จากนั้นกดปุ่ม Accept – finish ดังภาพ

*** หมายเหตุ : การเลือกตัวเลือกเป็น Personal / Non-commercial-use หมายความว่าคุณยอมรับเงื่อนไขการใช้งานโปรแกรมในลักษณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิช ซึ่งหากคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ คุณอาจต้องพิจารณาซื้อใบอนุญาต (license) จาก TeamViewer ซึ่งแพงเอาเรื่อง หรือพิจารณาไปใช้โปรแกรมอื่นแทน เช่น Chrome Remote Desktop เป็นต้น ***

3. เมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น โปรแกรม TeamViewer จะถูกเรียกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และสามารถใช้งานได้ทันที

วิธีใช้งานเบื้องต้น

สำหรับผู้ถูกรีโมท (ผู้รับความช่วยเหลือ)

หน้าที่สำหรับผู้ถูกรีโมท (ผู้รับความช่วยเหลือ) คือเปิดโปรแกรม TeamViewer ค้างเอาไว้ และแจ้งข้อมูลต่อไปนี้ให้ผู้รีโมททราบ

  1. ID ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวน 10 หลัก
  2. Password ซึ่งเป็นตัวเลขผสมกับตัวอักษร ความยาว 6 ตัวอักษร (Password จะถูกเปลี่ยนทุกครั้งที่โปรแกรมถูกปิด และเปิดขึ้นมาใหม่)

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกแสดงในหน้าหลักของโปรแกรมดังรูป

สำหรับผู้รีโมท (ผู้ช่วยเหลือ)

สิ่งที่ผู้รีโมทต้องทำคือ ขอ ID และ Password ของผู้ที่จะถูกรีโมท

จากนั้นเปิดโปรแกรม TeamViewer ขึ้นมา และกรอก ID ของผู้ที่จะถูกรีโมทเข้าไปตรงช่อง Partner ID เลือกตัวเลือก Remote control แล้วกดปุ่ม Connect

เมื่อหน้าต่าง TeamViewer Authentication แสดงขึ้นมา ให้กรอก Password ลงไปแล้วกดปุ่ม Log On

เมื่อรีโมทสำเร็จ จะมีหน้าต่างใหม่แสดงขึ้นมา ซึ่งเราจะเห็นภาพหน้าจอของผู้ถูกรีโมทดังรูป จากนั้นเราก็สามารถคลิก หรือพิมพ์ ไปยังเครื่องของผู้ถูกรีโมทได้เลย

วิธีตั้งรหัสผ่านส่วนตัว

รหัสผ่านส่วนตัวสามารถใช้แทนรหัสผ่านแบบสุ่มได้ และสามารถตั้งค่าได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. คลิกเมนู Extras > Options
  2. ที่หน้าต่าง TeamViewer Options คลิกแท็บ Security
  3. ใส่รหัสผ่านที่เราต้องการลงไปตรงส่วนของ Personal password ที่ช่อง Password และ Confirm password จากนั้นกดปุ่ม OK

วิธีตั้งให้ TeamViewer เริ่มทำงานเมื่อเปิดเครื่อง

วิธีตั้งให้ TeamViewer เริ่มทำงานเมื่อเปิดเครื่อง ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเครื่องที่จะต้องถูกรีโมทอยู่เป็นประจำ สามารถตั้งค่าได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. คลิกเมนู Extras > Options
  2. ที่หน้าต่าง TeamViewer Options คลิกแท็บ General
  3. คลิกให้ขึ้นเครื่องหมายถูกที่ Start TeamViewer with Windows
  4. จากนั้นคลิกปุ่ม OK

หมายเหตุ : หากคุณยังไม่ได้ตั้งรหัสผ่านส่วนตัว มันจะบังคับให้คุณตั้งรหัสผ่านก่อน จากนั้นกดปุ่ม OK

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีเปลี่ยน default terminal ใน Ubuntu MATE

เมื่อเราติดตั้งโปรแกรม terminal ตัวใหม่เพิ่มเข้ามาใน Ubuntu เช่น โปรแกรม terminator บางครั้งเราก็อยากจะใช้โปรแกรม terminal ตัวใหม่นั้นเป็นโปรแกรม terminal ตัวหลัก (default terminal) ซึ่งจะถูกเรียกขึ้นมาโดยการกดปุ่มลัด Alt+Ctrl+T

สำหรับ Ubuntu เวอร์ชั่นอื่นๆ การเปลี่ยน default terminal อาจจะสามารถใช้คำสั่งด้านล่างนี้เพื่อตั้งค่าได้

sudo update-alternatives --config x-terminal-emulator

แต่สำหรับ Ubuntu MATE จะต้องตั้งค่าผ่าน Preferred Applications ดังต่อไปนี้

  1. เปิดโปรแกรม Preferred Applications (ตำแหน่ง shortcut จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบของ panel ที่ตั้งค่าไว้)

2. คลิกแท็บ System แล้วเลือกโปรแกรม terminal ที่ต้องการให้เป็นตัวหลักในหมวดหมู่ Terminal Emulator จากนั้นกดปุ่ม Close เพื่อปิดหน้าต่างเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน


แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีตั้งค่าเปลี่ยนภาษาบน Windows 10 ด้วยปุ่มตัวหนอน

ขั้นตอนการตั้งค่าในบทความนี้อ้างอิงจากการตั้งค่าใน Windows 10 v1809 (ล่าสุด)

การนำทาง

  1. ขั้นตอนการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทย (ใครเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยแล้ว ข้ามไปขั้นตอนที่ 2 ได้เลย)
  2. ขั้นตอนการตั้งค่าปุ่มเปลี่ยนภาษาให้เป็นปุ่มตัวหนอน (~)

ขั้นตอนการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทย

คลิกเมนู Start > Settings

ที่หน้าต่าง Windows Settings คลิกเมนู Time & Language

คลิกเมนู Language จากนั้นคลิกปุ่ม Add a language

เมื่อหน้าต่าง Choose language to install แสดงขึ้นมา ให้พิมพ์ค้นหาว่า thai ในช่องค้นหาด้านบน จากนั้นคลิกเลือก ไทย แล้วกดปุ่ม Next

เอาเครื่องหมายถูกออกที่ Install language pack and set as my Windows display language หากคุณไม่ต้องการแสดงชื่อเมนูเป็นภาษาไทย จากนั้นคลิกปุ่ม Install

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะมีภาษาไทย เพิ่มขึ้นมาในรายการตามรูป

และที่มุมขวาล่างจะแสดง Language bar สามารถคลิกเพื่อเปลี่ยนภาษาได้ที่นี่ หรือกดปุ่ม Windows + Space บนคีย์บอร์ดเพื่อเปลี่ยนภาษาก็ได้

ขั้นตอนการตั้งค่าปุ่มเปลี่ยนภาษาให้เป็นปุ่มตัวหนอน (~)

สำหรับคนที่จำเป็นต้องพิมพ์สัญลักษณ์ตัวหนอน (~) หรือ Grave Accent () อยู่เป็นประจำ เช่น อาชีพโปรแกรมเมอร์ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งค่าเปลี่ยนภาษาด้วย 2 ปุ่มนี้ เพราะจะทำให้พิมพ์สัญลักษณ์ 2 ตัวนี้ไม่ได้

คลิกเมนู Start > Settings

ที่หน้าต่าง Windows Settings คลิกเมนู Time & Language

คลิกเมนู Language > Spelling, typing, & keyboard settings

ที่หน้าต่าง Typing คลิกเมนู Advanced keyboard settings

ที่หน้า Advanced keyboard settings คลิกเมนู Language bar options

ที่หน้าต่าง Text Services and Input Languages คลิกแท็บ Advanced Key Settings เลือก Between input languages และคลิกปุ่ม Change Key Sequence….

ที่หน้าต่าง Change Key Sequence เลือก Switch Input Language เป็น Grave Accent (`) และ Switch Keyboard Layout เป็น Not Assigned จากนั้นคลิกปุ่ม OK

จากนั้นจะเหลือหน้าต่าง Text Services and Input Languages ที่ตรง Between input languages จะแสดงเป็น Grave Accent () ตามรูป จากนั้นกดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้นการตั้งค่า

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีบีบอัดไฟล์ และแตกไฟล์ zip บน Windows 10 โดยไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม

การบีบอัดไฟล์ (file compression) และการแตกไฟล์ (file decompression) เป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์มีข้อดีดังต่อไปนี้

ข้อดีของเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์

  • ช่วยให้ไฟล์ที่ถูกบีบอัดมีขนาดเล็กลง ช่วยให้การโอนถ่ายไฟล์ผ่านอินเทอร์เน็ตทำได้รวดเร็วขึ้น
  • สามารถรวมไฟล์หลายๆ ไฟล์ให้เป็นเดียวได้ ช่วยลดขั้นตอนในการโอนถ่ายไฟล์จำนวนมากๆ
  • สามารถกำหนดรหัสผ่านขณะแตกไฟล์สำหรับข้อมูลที่ต้องการให้เป็นความลับ (โปรแกรมที่ติดมากับ Windows 10 ทำไม่ได้)

วิธีบีบอัดไฟล์ zip

คลิกขวาที่ไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการบีบอัด เลือกเมนู Send to > Compressed (zipped) folder

จากนั้นรอจนกว่าการบีบอัดไฟล์จะเสร็จสิ้น และได้ไฟล์ .zip

วิธีแตกไฟล์ zip

คลิกขวาที่ไฟล์ .zip เลือกเมนู Extract All…

หน้าต่าง Extract Compressed (Zipped) Folders จะแสดงขึ้นมา

คุณสามารถกดปุ่ม Browse เพื่อเลือกว่าจะให้แตกไฟล์ไปไว้ที่โฟลเดอร์ไหน (ไม่ต้องเลือกก็ได้ หากไม่เลือกโฟลเดอร์ไฟล์จะถูกแตกไว้ที่โฟลเดอร์เดียวกับไฟล์ .zip)

เมื่อเลือกโฟลเดอร์เสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Extract และรอจนกว่าการแตกไฟล์จะเสร็จสิ้น

*** ตัวเลือก Show extracted files when complete หากติ๊กเครื่องหมายถูกออก จะไม่เปิดหน้าต่างใหม่เมื่อการแตกไฟล์เสร็จสิ้น ***

แบ่งปันสิ่งนี้บน