วิธีดาวน์โหลดและติดตั้ง Arduino IDE บน Ubuntu

ขั้นตอนการดาวน์โหลด

1. เข้าไปยังเว็บไซต์หลักของ Arduino เพื่อดาวน์โหลด Arduino IDE โดยคลิกที่นี่ https://www.arduino.cc/en/main/software

2. เมื่อเข้าเว็บไซต์มาแล้ว ให้คลิกดาวน์โหลดที่ Linux 32 bits หรือ Linux 64 bits อย่างใดอย่างหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับเวอร์ชั่น Ubuntu ของคุณเป็นแบบ 32 bits หรือ 64 bits)

3.หลังจากที่คุณคลิกดาวน์โหลดแล้ว หน้าเว็บไซต์จะเปลี่ยนไปเป็นหน้า Donate (บริจาค) และจะมี 2 ปุ่มให้คุณเลือกคลิกครับ

  1. ปุ่ม JUST DOWNLOAD คือ ดาวน์โหลดอย่างเดียว
  2. ปุ่ม CONTRIBUTE & DOWNLOAD คือ บริจาคเงินจากนั้นค่อยดาวน์โหลด

ซึ่งตรงนี้คุณจะเลือกคลิกที่ JUST DOWNLOAD หรือ CONTRIBUTE & DOWNLOAD ก็แล้วแต่คุณครับ คลิกปุ่มใดปุ่มหนึ่งได้เลย

จากนั้นก็เบราเซอร์ของคุณก็จะเริ่มดาวน์โหลด และหากเบราเซอร์ของคุณไม่ถามว่าจะให้บันทึกไฟล์ไว้ที่ไหน ไฟล์ก็มักจะถูกบันทึกไว้ที่ไดเรคทอรี่ชื่อว่า Downloads ครับ

ขั้นตอนการติดตั้ง

เมื่อคุณดาวน์โหลดไฟล์เสร็จแล้ว คุณจะได้ไฟล์ชื่อว่า arduino-version-linux32.tar.xz หรือ arduino-version-linux64.tar.xz ซึ่งเป็นไฟล์ที่ถูกบีบอัดไว้ คุณต้องแยกไฟล์ออกมา โดยกดปุ่มลัดบนคีบอร์ด Alt + Ctrl + T เพื่อเรียกโปรแกรม Terminal ขึ้นมา และพิมพ์คำสั่งดังต่อไปนี้ลงไปครับ

1. สร้างไดเรคทอรี่ชื่อ bin ไว้ในไดเรคทอรี่ home สำหรับเก็บไฟล์โปรแกรม Arduino IDE

2. แยกไฟล์ arduino-version-linux.tar.xz ไปไว้ที่ไดเรคทอรี่ bin

แก้ your-download-path เป็นชื่อไดเรคทอรี่ที่คุณดาวน์โหลดไฟล์เก็บเอาไว้ เช่น Downloads

แก้ arduino-version-linux.tar.xz เป็นชื่อไฟล์ที่คุณดาวน์โหลดมา เช่น arduino-1.8.5-linux64.tar.xz

3. เพิ่มไอคอน Arduino IDE ไปยังเมนูของระบบ

แก้ arduino-version ให้ตรงกับเวอร์ชั่นของ Arduino IDE ที่คุณดาวน์โหลดมา เช่น arduino-1.8.5

การเรียกโปรแกรม Arduino IDE ขึ้นมาใช้งาน

คุณสามารถเรียกโปรแกรม Arduino IDE ขึ้นมาด้วย 2 วิธีครับ

วิธีที่1 คลิกไอคอนโปรแกรม Arduino IDE จากเมนูของระบบครับ

วิธีที่2 เรียกผ่าน command-line บนโปรแกรม Terminal ด้วยคำสั่งนี้ครับ

วิธีแก้ไขเมื่อเจอ error: cannot access /dev/ttyUSB0

เมื่อคุณพยายามอัปโหลดโปรแกรมลงบอร์ด คุณบางคนอาจจะเจอปัญหาเกี่ยวกับ USB permission (การอนุญาตให้อ่านเขียน USB) แบบรูปด้านล่าง

ถ้าหากคุณลองพิมพ์คำสั่ง ls -l /dev/ttyUSB* คุณก็จะเห็นว่าสิทธิ์การใช้งาน USB คืออนุญาตให้ผู้ใช้ root และผู้ใช้ที่อยู่ในกลุ่ม dialout เท่านั้นที่สามารถอ่านเขียน USB ได้

crwrw—- 1 root dialout 188, 0 พ.ค. 8 14:33 /dev/ttyUSB0

วิธีแก้ไขก็แค่เพิ่มผู้ใช้ของลงไปในกลุ่ม dialout เท่านั้นเองครับ โดยใช้คำสั่งต่อไปนี้

หลังจากพิมพ์คำสั่งข้างบนแล้วให้ logout และ login ใหม่อีกครั้งครับ

หมายเหตุ: บางบอร์ด path จะไม่ใช่ /dev/ttyUSBx แต่จะเป็น /dev/ttyACMx แทนครับ (x คือตัวเลข)

ข้อมูลเพิ่มเติม

สินค้าที่ poundxi.com มีจำหน่าย

แบ่งปันสิ่งนี้บน

Ubuntu flavours 18.04 LTS ตัวไหนใช้ CPU และ RAM เท่าไหร่กันบ้างนะ

หลังจากที่ Ubuntu 18.04 LTS (รวมทั้ง Ubuntu flavours ได้แก่ Lubuntu, Ubuntu Budgie, Ubuntu MATE และ Xubuntu) ปล่อยตัว Final Release ออกมาให้ดาวน์โหลดกันเมื่อประมาณ วันที่ 27 เมษายน 2018 หลายๆ ท่านก็คงวางแผนที่จะอัปเกรด Ubuntu ของตัวเองกันพร้อมหน้าแล้วครับ ใครที่สเปคคอมฯ สูงหน่อยอาจจะไม่ต้องคิดอะไรมาก อยากจะลงเวอร์ชั่นไหนก็น่าจะลงได้ แต่หากใครใช้คอมฯ เก่าๆ หรือคอมฯ สเปคต่ำๆ แบบผม อาจจะต้องมาพิจารณาสเปคของเครื่องตัวเองกันสักเล็กน้อย ว่าลง Ubuntu แท้ๆ ไหวมั้ย ถ้าไม่ไหวจะพิจารณาเป็น Ubuntu flavours ไหนดี

ทำไมต้องสนใจว่า Ubuntu flavours ไหนใช้ CPU และ RAM เท่าไหร่ ?

เหมือนกับที่เกริ่นไว้ตอนต้นครับ หากใครใช้คอมฯ สเปคสูงๆ ก็ลืมเรื่องทรัพยากรที่ต้องใช้ไปได้เลย แต่หากใครใช้คอมฯ สเปคต่ำๆ แบบผม เช่น ของผมเป็น Notebook สเปคอยู่ที่ [email protected] + RAM=DDR3L [email protected] ถ้าจะให้ไปลง Ubuntu แท้ๆ เลย คอมฯ ของผมก็คงจะทำงานช้าเอาเรื่องครับ หากเปิดใช้งานหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน RAM ก็คงถูกใช้ไปจนหมด แล้วระบบก็จะหันไปใช้ Swap Partition แทน ซึ่งจะทำให้คอมฯ ทำงานช้าลงมากๆ หรือบางทีอาจจะทำให้คอมฯ ค้างไปเลยก็มี

ถึงแม้ปัจจุบันผมจะอัปเกรด RAM เป็น 8GB แล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังคงติดนิสัยเลือกระบบปฏิบัติการที่กินทรัพยากรของเครื่องน้อยๆ ไว้ก่อน เหตุผลเพราะผมต้องการให้คอมฯ ของผมเหลือทรัพยากรไว้ใช้งานจริงให้เกิดประโยชน์มากที่สุด มากกว่าการใช้ทรัพยากรไปกับการแสดงผลอันสวยงามครับ (เหตุผลส่วนตัวครับ)

เลือก Ubuntu flavours จากแค่ CPU และ RAM เพียงพอจริงหรือ ?

จริงๆ แล้วการเลือก Ubuntu flavours จากการใช้ทรัพยากร CPU และ RAM ที่มากหรือน้อยนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ตัดสินใจหรอกครับ บางคนสเปคเครื่องเหลือๆ อาจจะเลือกจากรูปแบบการใช้งานที่น่าใช้, ความสวยงาม หรือ คุณสมบัติเฉพาะที่ตอบโจทย์ของคนๆ นั้นครับ

การพิจารณาการใช้ทรัพยากร CPU และ RAM เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจเท่านั้นครับ

ข้อมูล CPU และ RAM ที่ถูกใช้ไปโดยระบบในแต่ละ Ubuntu flavours

ผลลัพธ์ต่อไปนี้ผมทดสอบบน VirtualBox ที่ผมจัดสเปคให้กับ Virtual Machine ดังนี้ครับ

CPU=1 Processor ([email protected])

RAM=2GB

Type=Linux

Version=Ubuntu (64-bit)

ผลการใช้ทรัพยากร CPU และ RAM ด้านล่างนี้ เปิดดูจาก System Monitor หรือ Task Manager ในขณะที่ไม่ได้เปิดโปรแกรมอื่นๆ ขึ้นมาใช้งานเลยครับ (ทดลองใช้งานในโหมด Live DVD บน VirtualBox)

Name (CPU% / RAM)

Ubuntu (19% / 1.2 GB)

Ubuntu Budgie (17% / 888MB)

Ubuntu Mate ( 3% / 848MB)

Kubuntu ( 4% / 374MB)

Xubuntu (3% / 365MB)

Lubuntu (1% / 216MB)

สรุป

  • หากเรียงข้อมูลการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองจากมากไปหาน้อยจะได้ข้อมูลตามนี้ครับ Ubuntu > Ubuntu Budgie > Ubuntu Mate > Kubuntu > Xubuntu > Lubuntu
    • คอมฯ สเปคสูง จะใช้ตัวไหนก็แล้วแต่ชอบเลยครับ
    • คอมฯ สเปคกลาง ควรจะพิจารณาตั้งแต่ Kubuntu, Xubuntu หรือ Lubuntu ครับ
    • คอมฯ สเปคต่ำ เหลือตัวเลือกเดียว คือ Lubuntu ครับ
  • หาก CPU ถูกใช้โดยระบบไปเยอะ โปรแกรมที่ต้องใช้ CPU ในการประมวลผลเยอะๆ ความเร็วของโปรแกรมนั้นก็จะลดลงไป ซึ่งโดยปกติผมว่าข้อนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหาสำหรับการใช้งานทั่วไปครับ
  • หาก RAM ถูกใช้โดยระบบไปเยอะ เราก็จะเหลือ RAM ให้โปรแกรมอื่นๆ ใช้งานน้อยลง ระบบก็จะไปหยิบ Swap Partition มาใช้งานแทน (จับ Hard Disk มาทำ RAM ทดแทน ซึ่งทำให้คอมฯ ทำงานช้าลงมาก) ซึ่งจากประสบการณ์ผมว่า Web Browser เนี่ยแหละ ที่ใช้ RAM สิ้นเปลืองที่สุดครับ หากเป็นไปได้ใครที่ RAM ไม่ถึง 8GB ให้อัปเกรดเถอะครับ
  • หากเครื่องคุณมีการ์ดจอแยก การ์ดจอแยกอาจช่วยลดภาระที่ CPU ต้องประมวลผลในส่วนของกราฟิกลงไปได้บ้าง
  • สุดท้าย การที่จะเลือกใช้ Ubuntu flavours ไหน วิธีการที่ดีที่สุด คือ ทดลองใช้งานด้วยตัวคุณเองครับ ว่ามันตอบโจทย์คุณหรือไม่ครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีติดตั้ง Docker บน Ubuntu

Docker ปัจจุบันมี 2 Edition คือ Docker CE (Community Edition) และ Docker EE (Enterprise Edition) โดยความแตกต่างของทั้ง 2 Edition นี้ คือ

  1. Docker CE = Docker ตัวเดิม เวอร์ชั่นฟรี (แค่เปลี่ยนชื่อ)
  2. Docker EE = Docker ตัวใหม่ เวอร์ชั่นเสียเงิน

โดยในบทความนี้จะสอนติดตั้ง Docker CE หรือ Docker เวอร์ชั่นฟรีบน Ubuntu กันครับ

Ubuntu เวอร์ชั่นที่สามารถติดตั้ง Docker CE ได้

  • Ubuntu 14.04 / 16.04 / 16.10 เวอร์ชั่น 64-bit

ขั้นตอนการติดตั้ง Docker CE

ติดตั้ง package ที่ทำให้ apt สามารถใช้งาน repository ผ่าน HTTPS ได้

เพิ่ม GPG key ของ Docker

เพิ่ม repository ของ Docker เวอร์ชั่น stable

ทำให้ apt รู้จัก package จาก repository ที่เราเพิ่งเพิ่มเข้าไปใหม่

ติดตั้ง Docker CE

เสร็จแล้วครับ ตอนนี้คุณสามารถใช้งาน Docker ได้แล้ว !

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีติดตั้ง OWASP ZAP บน Ubuntu

วิธีติดตั้ง OWASP ZAP

1. ดาวน์โหลด OWASP ZAP ที่เป็นไฟล์ archive ไปไว้ที่ไดเรคทอรี่ /tmp

2. extract ไฟล์ archive ไปไว้ที่ไดเรคทอรี่ /opt

3. ถึงตอนนี้ก็ติดตั้งเสร็จแล้วครับ, เริ่มต้นใช้งาน OWASP ZAP ได้เลย 🙂

การตั้งค่า OWASP ZAP เบื้องต้น

วิธีติดตั้ง Root CA certificate บน Web Browser

ปัญหาที่เราจะพบเมื่อเราไม่ติดตั้ง Root CA certificate บน Web Browser เอาไว้ คือ เมื่อเราเข้าเว็บไซต์ที่เป็น HTTPS จะมีข้อความแจ้งเตือนเกี่ยวกับ invalid security certificate แบบในรูปครับ

*** วิธีแก้ไข คือ Export Root CA certificate ออกมาจากโปรแกรม OWASP ZAP แล้วเอาไปติดตั้งลงบน Web Browser ครับ ***

วิธี Export Root CA certificate

  1. เปิดโปรแกรม OWASP ZAP
  2. ไปที่เมนู Tools > Options > Dynamic SSL Certificates
  3. คลิ๊กปุ่ม Save เพื่อ Export ไฟล์ Root CA certificate ออกมา (จำไว้ด้วยครับ ว่าเราตั้งชื่อไฟล์ว่าอะไร แล้วบันทึกไว้ที่ไหน)

วิธีติดตั้ง Root CA certificate บน Firefox

  1. เปิดโปรแกรม Firefox
  2. พิมพ์ about:preferences ที่ address bar แล้วกดปุ่ม Enter
  3. ไปที่ Advanced > Certificates > View Certificates > Authorities
  4. กดปุ่ม Import แล้วเลือกไฟล์ Root CA certificate ที่เราเพิ่ง Export ออกมา
  5. จากนั้นจะมีหน้าต่างใหม่โผล่ขึ้นมา คลิ๊กให้มีเครื่องหมายถูกที่ Trust this CA to identify websites จากนั้นกดปุ่ม OK

วิธีแก้ปัญหา OWASP ZAP มีสถานะเป็น Always on Top เมื่อ Traffic ถูก Intercept

  1. เปิดโปรแกรม OWASP ZAP
  2. ไปที่เมนู Tools > Options > Breakpoints
  3. คลิ๊กเอาเครื่องหมายถูกออกที่ ZAP always on top when breakpoint hit
  4. คลิ๊กปุ่ม OK

วิธีตั้งค่า Firefox ให้ใช้งาน OWASP ZAP เป็น Proxy

  1. เปิดโปรแกรม Firefox
  2. พิมพ์ about:preferences ที่ address bar แล้วกดปุ่ม Enter
  3. ไปที่ Advanced > Network > Connection > Settings
  4. เลือก Manual proxy configuration
  5. กำหนด HTTP Proxy=127.0.0.1, Port=8080
  6. คลิ๊กให้มีเครื่องหมายถูกที่ Use this proxy server for all protocols
  7. ตรง No Proxy for ลบออกให้หมด หากจะใช้ OWASP ZAP เพื่อทดสอบกับ localhost หรือ 127.0.0.1 ด้วย
  8. กดปุ่ม OK

วิธีทำให้ OWASP ZAP ใช้ Tor เป็น Proxy

1. สร้างไฟล์สำหรับเรียกใช้งาน OWASP ZAP ที่ใช้ Tor เป็น Proxy ชื่อว่า zap-tor.sh

2. แก้ไขไฟล์ zap-tor.sh ให้ใช้ Tor เป็น Proxy โดยส่งผ่าน option ไปที่ JVM (ZAP เป็น JAVA application)

3. เรียกใช้งาน OWASP ZAP ที่ใช้ Tor เป็น Proxy

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธี build hping3 บน Ubuntu

โดยปกติ บน Ubuntu คุณสามารถติดตั้ง hping3 ได้โดยใช้คำสั่ง apt หรือ apt-get อยู่แล้ว

แต่ถ้าคุณจะ build hping3 เอง อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ให้คุณทำตามขั้นตอนด้านล่างนี้

1. ถ้าคุณยังไม่ได้ติดตั้งชุดเครื่องมือสำหรับ build ให้ติดตั้งก่อน โดยใช้คำสั่งนี้

2. ติดตั้ง pcap development package

3. ติดตั้ง TCL development package

4. ดาวน์โหลด source ไฟล์ hping3 จากเว็บไซต์ต้นฉบับ

5. extract hping3 archive ที่เพิ่งดาวน์โหลดมา

6. ย้ายไปทำงานที่ไดเรกทอรี่ hping3 ที่เพิ่ง extract ออกมา

7. ถ้าคุณใช้ Ubuntu เวอร์ชั่น 64บิท คุณต้อง Patch ไฟล์ bytesex.h ก่อน

8. รันสคริป configure เพื่อสร้าง Makefile ใหม่

9. build, strip และ ติดตั้ง hping3

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีอัปเกรด PHPMailer สำหรับ WordPress

เงื่อนไขการอัปเกรด

การอัปเกรดด้วยวิธีต่อไปนี้ เป็นวิธีการอัปเกรดด้วย command line บน linux server

วิธีอัปเกรด

ย้ายไปทำงานที่ไดเรกทอรี่ของเว็บไซต์ WordPress ที่ต้องการอัปเกรด

ค้นหาไฟล์ที่มีคำว่า “phpmailer.php” อยู่ในชื่อไฟล์

ตรวจสอบเวอร์ชั่น PHPMailer ของไฟล์ที่พบ

สำรองไฟล์เอาไว้เผื่ออยากดาวน์เกรดกลับมาเป็นเวอร์ชั่นเดิมทีหลัง

ดาวน์โหลด PHPMailer และไฟล์ที่เกี่ยวข้อง เวอร์ชั่นล่าสุดมาพักไว้ที่ไดเรกทอรี่ /tmp

เริ่มการอัปเกรดโดยการเขียนทับไฟล์เวอร์ชั่นเก่า ด้วยไฟล์ที่เราดาวน์โหลดมาพักไว้ในไดเรกทอรี่ /tmp

ตั้งค่าสิทธิ์ของไฟล์ที่เราเพิ่งอัปเกรด เพื่อให้โปรแกรม Web Server เข้าถึงไฟล์ได้อย่างถูกต้อง

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีติดตั้ง mdk3 บน Ubuntu

ถ้าคุณต้องการจะติดตั้ง mdk3 บน Ubuntu คุณจะต้อง build เอง โดยใช้วิธีดังต่อไปนี้

หมายเหตุ : วิธีนี้ทดสอบแล้ว โดยการ build ด้วย GCC 4.8 และติดตั้งบน Ubuntu 14.04

ขั้นตอนการ build mdk3

1. ดาวน์โหลดไฟล์ source ของ mdk3 จากเว็บไซต์ต้นฉบับ

2. extract ไฟล์ archive ที่เพิ่งดาวน์โหลดมา

3. ย้ายไปที่งานที่ไดเรกทอรี่ mdk3 ที่เพิ่ง extract ออกมา

4. แก้ไขไฟล์ชื่อ “Makefile” ในบรรทัดที่ 2 จาก “LINKFLAGS   = –lpthread” ไปเป็น “LINKFLAGS   = –pthread” (ลบตัวเอ็ล “l” ออก) โดยจะใช้ editor ตัวไหนก็ได้แล้วแต่สะดวก เช่น vim, nano หรือ gedit

5.ใช้คำสั่ง make เพื่อเริ่มกระบวนการ build

6.ติดตั้ง mdk3 ลงบนระบบของคุณ (ขั้นตอนนี้ต้องใช้สิทธิ์ root)

เคล็ดลับ

คุณสามารถรวมขั้นตอนที่ 4 และ 5 เข้าด้วยกันโดยใช้คำสั่งต่อไปนี้

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน