วิธีดาวน์โหลดและติดตั้ง TeamViewer บน Windows

TeamViewer คืออะไร ?

TeamViewer (ทีมวิวเวอร์) คือโปรแกรมประเภทรีโมทเดสก์ทอปยอดนิยมตัวหนึ่ง ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถแก้ไขปัญหาทางคอมพิวเตอร์ให้กันและกันได้ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งอาจจะอยู่ใกล้หรือไกลกันก็ตาม ผู้รีโมทจะสามารถมองเห็นภาพหน้าจอ สามารถพิมพ์ และสามารถคลิกเมาส์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ถูกรีโมทได้ เสมือนผู้รีโมทไปนั่งอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ของผู้ถูกรีโมทเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังสามารถโอนย้ายไฟล์ไปมาระหว่างเครื่องผู้รีโมทและผู้ถูกรีโมทได้อีกด้วย

วิธีดาวน์โหลด

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.teamviewer.com/th/ดาวน์โหลด
  2. คลิกเลือก “ระบบปฏิบัติการ Windows”
  3. คลิกปุ่ม “ดาวน์โหลด TEAMVIEWER”

วิธีติดตั้ง

1 . ดับเบิลคลิกไฟล์ชื่อ TeamViewer_Setup.exe ที่ได้จากขั้นตอนการดาวน์โหลดก่อนหน้า

2 . เมื่อหน้า TeamViewer Setup แสดงขึ้นมา ให้เลือกตัวเลือกเป็น Basic Installation และ Personal / Non-commercial-use จากนั้นกดปุ่ม Accept – finish ดังภาพ

*** หมายเหตุ : การเลือกตัวเลือกเป็น Personal / Non-commercial-use หมายความว่าคุณยอมรับเงื่อนไขการใช้งานโปรแกรมในลักษณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิช ซึ่งหากคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ คุณอาจต้องพิจารณาซื้อใบอนุญาต (license) จาก TeamViewer ซึ่งแพงเอาเรื่อง หรือพิจารณาไปใช้โปรแกรมอื่นแทน เช่น Chrome Remote Desktop เป็นต้น ***

3. เมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น โปรแกรม TeamViewer จะถูกเรียกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และสามารถใช้งานได้ทันที

วิธีใช้งานเบื้องต้น

สำหรับผู้ถูกรีโมท (ผู้รับความช่วยเหลือ)

หน้าที่สำหรับผู้ถูกรีโมท (ผู้รับความช่วยเหลือ) คือเปิดโปรแกรม TeamViewer ค้างเอาไว้ และแจ้งข้อมูลต่อไปนี้ให้ผู้รีโมททราบ

  1. ID ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวน 10 หลัก
  2. Password ซึ่งเป็นตัวเลขผสมกับตัวอักษร ความยาว 6 ตัวอักษร (Password จะถูกเปลี่ยนทุกครั้งที่โปรแกรมถูกปิด และเปิดขึ้นมาใหม่)

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกแสดงในหน้าหลักของโปรแกรมดังรูป

สำหรับผู้รีโมท (ผู้ช่วยเหลือ)

สิ่งที่ผู้รีโมทต้องทำคือ ขอ ID และ Password ของผู้ที่จะถูกรีโมท

จากนั้นเปิดโปรแกรม TeamViewer ขึ้นมา และกรอก ID ของผู้ที่จะถูกรีโมทเข้าไปตรงช่อง Partner ID เลือกตัวเลือก Remote control แล้วกดปุ่ม Connect

เมื่อหน้าต่าง TeamViewer Authentication แสดงขึ้นมา ให้กรอก Password ลงไปแล้วกดปุ่ม Log On

เมื่อรีโมทสำเร็จ จะมีหน้าต่างใหม่แสดงขึ้นมา ซึ่งเราจะเห็นภาพหน้าจอของผู้ถูกรีโมทดังรูป จากนั้นเราก็สามารถคลิก หรือพิมพ์ ไปยังเครื่องของผู้ถูกรีโมทได้เลย

วิธีตั้งรหัสผ่านส่วนตัว

รหัสผ่านส่วนตัวสามารถใช้แทนรหัสผ่านแบบสุ่มได้ และสามารถตั้งค่าได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. คลิกเมนู Extras > Options
  2. ที่หน้าต่าง TeamViewer Options คลิกแท็บ Security
  3. ใส่รหัสผ่านที่เราต้องการลงไปตรงส่วนของ Personal password ที่ช่อง Password และ Confirm password จากนั้นกดปุ่ม OK

วิธีตั้งให้ TeamViewer เริ่มทำงานเมื่อเปิดเครื่อง

วิธีตั้งให้ TeamViewer เริ่มทำงานเมื่อเปิดเครื่อง ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเครื่องที่จะต้องถูกรีโมทอยู่เป็นประจำ สามารถตั้งค่าได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. คลิกเมนู Extras > Options
  2. ที่หน้าต่าง TeamViewer Options คลิกแท็บ General
  3. คลิกให้ขึ้นเครื่องหมายถูกที่ Start TeamViewer with Windows
  4. จากนั้นคลิกปุ่ม OK

หมายเหตุ : หากคุณยังไม่ได้ตั้งรหัสผ่านส่วนตัว มันจะบังคับให้คุณตั้งรหัสผ่านก่อน จากนั้นกดปุ่ม OK

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีตั้งค่าเปลี่ยนภาษาบน Windows 10 ด้วยปุ่มตัวหนอน

ขั้นตอนการตั้งค่าในบทความนี้อ้างอิงจากการตั้งค่าใน Windows 10 v1809 (ล่าสุด)

การนำทาง

  1. ขั้นตอนการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทย (ใครเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยแล้ว ข้ามไปขั้นตอนที่ 2 ได้เลย)
  2. ขั้นตอนการตั้งค่าปุ่มเปลี่ยนภาษาให้เป็นปุ่มตัวหนอน (~)

ขั้นตอนการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทย

คลิกเมนู Start > Settings

ที่หน้าต่าง Windows Settings คลิกเมนู Time & Language

คลิกเมนู Language จากนั้นคลิกปุ่ม Add a language

เมื่อหน้าต่าง Choose language to install แสดงขึ้นมา ให้พิมพ์ค้นหาว่า thai ในช่องค้นหาด้านบน จากนั้นคลิกเลือก ไทย แล้วกดปุ่ม Next

เอาเครื่องหมายถูกออกที่ Install language pack and set as my Windows display language หากคุณไม่ต้องการแสดงชื่อเมนูเป็นภาษาไทย จากนั้นคลิกปุ่ม Install

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะมีภาษาไทย เพิ่มขึ้นมาในรายการตามรูป

และที่มุมขวาล่างจะแสดง Language bar สามารถคลิกเพื่อเปลี่ยนภาษาได้ที่นี่ หรือกดปุ่ม Windows + Space บนคีย์บอร์ดเพื่อเปลี่ยนภาษาก็ได้

ขั้นตอนการตั้งค่าปุ่มเปลี่ยนภาษาให้เป็นปุ่มตัวหนอน (~)

สำหรับคนที่จำเป็นต้องพิมพ์สัญลักษณ์ตัวหนอน (~) หรือ Grave Accent () อยู่เป็นประจำ เช่น อาชีพโปรแกรมเมอร์ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งค่าเปลี่ยนภาษาด้วย 2 ปุ่มนี้ เพราะจะทำให้พิมพ์สัญลักษณ์ 2 ตัวนี้ไม่ได้

คลิกเมนู Start > Settings

ที่หน้าต่าง Windows Settings คลิกเมนู Time & Language

คลิกเมนู Language > Spelling, typing, & keyboard settings

ที่หน้าต่าง Typing คลิกเมนู Advanced keyboard settings

ที่หน้า Advanced keyboard settings คลิกเมนู Language bar options

ที่หน้าต่าง Text Services and Input Languages คลิกแท็บ Advanced Key Settings เลือก Between input languages และคลิกปุ่ม Change Key Sequence….

ที่หน้าต่าง Change Key Sequence เลือก Switch Input Language เป็น Grave Accent (`) และ Switch Keyboard Layout เป็น Not Assigned จากนั้นคลิกปุ่ม OK

จากนั้นจะเหลือหน้าต่าง Text Services and Input Languages ที่ตรง Between input languages จะแสดงเป็น Grave Accent () ตามรูป จากนั้นกดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้นการตั้งค่า

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีบีบอัดไฟล์ และแตกไฟล์ zip บน Windows 10 โดยไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม

การบีบอัดไฟล์ (file compression) และการแตกไฟล์ (file decompression) เป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์มีข้อดีดังต่อไปนี้

ข้อดีของเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์

  • ช่วยให้ไฟล์ที่ถูกบีบอัดมีขนาดเล็กลง ช่วยให้การโอนถ่ายไฟล์ผ่านอินเทอร์เน็ตทำได้รวดเร็วขึ้น
  • สามารถรวมไฟล์หลายๆ ไฟล์ให้เป็นเดียวได้ ช่วยลดขั้นตอนในการโอนถ่ายไฟล์จำนวนมากๆ
  • สามารถกำหนดรหัสผ่านขณะแตกไฟล์สำหรับข้อมูลที่ต้องการให้เป็นความลับ (โปรแกรมที่ติดมากับ Windows 10 ทำไม่ได้)

วิธีบีบอัดไฟล์ zip

คลิกขวาที่ไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการบีบอัด เลือกเมนู Send to > Compressed (zipped) folder

จากนั้นรอจนกว่าการบีบอัดไฟล์จะเสร็จสิ้น และได้ไฟล์ .zip

วิธีแตกไฟล์ zip

คลิกขวาที่ไฟล์ .zip เลือกเมนู Extract All…

หน้าต่าง Extract Compressed (Zipped) Folders จะแสดงขึ้นมา

คุณสามารถกดปุ่ม Browse เพื่อเลือกว่าจะให้แตกไฟล์ไปไว้ที่โฟลเดอร์ไหน (ไม่ต้องเลือกก็ได้ หากไม่เลือกโฟลเดอร์ไฟล์จะถูกแตกไว้ที่โฟลเดอร์เดียวกับไฟล์ .zip)

เมื่อเลือกโฟลเดอร์เสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Extract และรอจนกว่าการแตกไฟล์จะเสร็จสิ้น

*** ตัวเลือก Show extracted files when complete หากติ๊กเครื่องหมายถูกออก จะไม่เปิดหน้าต่างใหม่เมื่อการแตกไฟล์เสร็จสิ้น ***

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีตั้งค่าให้ Windows 10 แสดงนามสกุลไฟล์ (file extension)

การแสดงนามสกุลไฟล์ (file extension) ช่วยให้เรารู้ได้ว่าไฟล์นั้นๆ ควรจะถูกเปิดด้วยโปรแกรมอะไร และช่วยให้เราตรวจสอบได้ว่าไฟล์นั้นเป็นไฟล์ประเภทเดียวกับที่เราเข้าใจหรือไม่ ไม่ใช่ไฟล์แปลกปลอมอย่างไวรัสที่ถูกตั้งค่าไอคอนเป็นรูปอื่นๆ จนเราเข้าใจผิด

วิธีตั้งค่า

เปิดโปรแกรม File Explorer ขึ้นมา จากนั้นคลิกแท็บ View > Options

เมื่อหน้าต่าง Folder Options แสดงขึ้นมา ให้คลิกแท็บ View แล้วติ๊กเครื่องหมายถูกออกที่ Hide extensions for known file types จากนั้นกดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน

แบ่งปันสิ่งนี้บน