วิธีทำให้ Bash Prompt บน Ubuntu มีสี

ระบบปฏิบัติการ Ubuntu เลือกใช้ bash shell เป็น shell หลัก ซึ่งไม่ว่าคุณจะใช้ command-line จาก terminal, TTY หรือ SSH ก็ตามแต่ bash shell ก็จะถูกเรียกขึ้นมาให้เราใช้งานโดยอัตโนมัติ

ซึ่งค่าเริ่มต้นของ bash shell ใน Ubuntu ตรงส่วนที่เรียกว่า prompt จะไม่มีสี ซึ่งมีเหตุผลเขียนอธิบายไว้ในไฟล์ .bashrc และแปลเป็นไทยได้ว่า “ที่ทำให้ prompt ไม่มีสีเป็นค่าเริ่มต้น เพราะไม่อยากให้สี prompt ไปรบกวนสายตาผู้ใช้ และอยากให้สายตาผู้ใช้โฟกัสไปที่ การเขียนคำสั่ง และผลลัพธ์”

แต่สำหรับผม ผมก็ชอบแบบที่มีสีมากกว่า เพราะว่าเวลามีสี สีจะช่วยให้เราสามารถแยกบรรทัดที่เราพิมพ์คำสั่ง กับบรรทัดที่แสดงผลลัพธ์ได้ชัดเจน และยังช่วยให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ บน prompt ได้ชัดเจน เช่น username, hostname หรือ working directory เป็นต้น

วิธีตั้งค่า

วิธีตั้งค่า prompt ของ bash shell ให้มีสี ทำได้ไม่ยาก แค่เปิดไฟล์ .bashrc ที่อยู่ใน home directory ของเราด้วย text editor ตัวใดก็ได้ (ถ้ามองหาไฟล์ผ่านโปรแกรมดูไฟล์ จะมองไม่เห็นไฟล์นี้ เพราะไฟล์ถูกซ่อนอยู่ ต้องกดปุ่มลัด Ctrl+H เพื่อแสดงรายการไฟล์ที่ซ่อนอยู่เสียก่อนครับ) เลื่อนหาบรรทัดที่เขียนว่า #force_color_prompt=yes แล้วลบเครื่องหมาย # ออก จากนั้นก็บันทึกไฟล์ แล้วปิด/เปิด terminal, TTY หรือ SSH ใหม่ก็จะได้ prompt ที่มีสีให้ใช้งานแล้วครับ

อีกทางเลือกที่ง่ายกว่าคือ พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ลงไปบน terminal ได้เลยครับ จากนั้นก็ปิด/เปิด terminal, TTY หรือ SSH ใหม่เช่นกันครับ

คำสั่งสำหรับแสดงสี prompt ให้ user ทั่วไป

คำสั่งสำหรับแสดงสี prompt ให้ root user


ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีเปลี่ยนตัวล็อคเหล็กค้ำฝากระโปรงหน้า Ford Fiesta

Ford Fiesta ที่ตัวล็อคเหล็กค้ำฝากระโปรงหน้าหัก จนล็อคเหล็กค้ำไม่อยู่ สามารถถอดเปลี่ยนเองได้ไม่ยากครับ หักยังไงดูภาพประกอบเลยครับ

วันหนึ่งเมื่อผมเปิดฝากระโปรงหน้า แล้วเจอสภาพตัวล็อคหักแบบนี้แล้ว ผมก็เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาครับ ว่าขณะขับรถ เหล็กค้ำจะดิ้นไปโดนชิ้นส่วนสำคัญ ตรงไหนหรือไม่ และด้วยความไม่สบายใจนี้เอง ผมจึงรีบหาซื้อตัวใหม่มาเปลี่ยนทันที

*** ใครไม่รู้ว่าจะหาได้ซื้อจากที่ไหน ซื้อจากร้านเดียวกับผมก็ได้ครับ (ไม่ได้ค่าสปอนเซอร์แต่อย่างใด) http://sdspareparts.lnwshop.com/p/174 ***

ผมพยายามลองงัดอยู่นาน ก็งัดไม่ออก ผมจึงโพสปรึกษาเพื่อนๆ สมาชิกในกลุ่ม Ford Fiesta-Club Thailand จนในที่สุดก็ทำสำเร็จ ซึ่งวิธีถอดของเก่าออก ให้ใช้ไขควงแบนงัดออกครับ เอาที่ขนาดใหญ่ๆ หน่อย จะได้มีแรงงัดครับ (ต้องออกแรงเยอะพอสมควร) ซึ่งวิธีงัดดูได้จากรูปประกอบเลยครับ

ขณะงัด สลักอาจจะอ้าออก ทำให้ตัวล็อคไม่หลุดออกมา อาจจะหาอะไรช่วยเขี่ยให้มันหลุด ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ไอเดียของแต่ละคนครับ ว่าจะใช้วิธีไหน

เมื่อของเก่าหลุดออกมาแล้ว เวลาใส่ของใหม่ก็ง่ายๆ ครับ แค่สวมลงไปที่ตำแหน่งของมัน จากนั้นกดสลักเข้าไปในรูจนสนิทเป็นอันเสร็จครับ

ถ้าตัวล็อคไม่ใช่ของแท้จากศูนย์ ตรงจุดล็อคเหล็กค้ำอาจจะแข็ง และแน่น กดล็อค หรือถอดเหล็กค้ำได้ยาก ต้องออกแรงเยอะมากๆๆๆๆ ผมจึงใช้วิธีนำกระดาษทรายมาขัดแต่งให้ตรงจุดล็อคหลวมขึ้นครับ ซึ่งสำหรับผมเป็นการแก้ปัญหาที่ใช้ได้ผลทีเดียวครับ

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีปิดบัญชีผู้ใช้ Facebook แบบถาวร บนมือถือ Android

บทความนี้จะอธิบายถึงวิธีการปิดบัญชีผู้ใช้ Facebook แบบถาวรบนมือถือ Android นะครับ, ส่วนใครที่จะทำบนคอมพิวเตอร์ ให้ตามไปอ่านกันได้ที่บทความก่อนหน้าในหัวข้อเรื่องวิธีปิดบัญชีผู้ใช้ Facebook แบบถาวร

การปิดบัญชีผู้ใช้ Facebook แบบถาวรบนมือถือนั้น จะทำให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณใน Facebook หายเกลี้ยง และกู้คืนกลับมาไม่ได้อีก โดยการปิดบัญชีผู้ใช้แบบถาวรจะเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ ภายในระยะเวลา 30 วันหลังจากที่เราดำเนินการร้องขอปิดบัญชี เราไม่ได้เข้าสู่ระบบเพื่อไปยกเลิกการกระทำดังกล่าว (หากเผลอไปกดยกเลิก ให้ดำเนินการตามขั้นตอนในบทความนี้ใหม่ตั้งแต่ต้น)

เอาละ หากคุณพร้อมแล้ว ก็เริ่มทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลยครับ

1 . แตะที่ (เพิ่มเติม) > การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว > การตั้งค่า

2 . เลื่อนไปยังหมวดหมู่ ข้อมูลบน Facebook ของคุณ จากนั้นแตะที่ การเป็นเจ้าของและการควบคุมบัญชีผู้ใช้

3 . แตะที่ การปิดใช้งานและการลบ

4 . เลือกตัวเลือก ลบบัญชีผู้ใช้ จากนั้นแตะปุ่ม ดำเนินการต่อเพื่อลบบัญชีผู้ใช้

5 . แตะปุ่ม ลบบัญชีผู้ใช้

6 . ใส่รหัสผ่านปัจจุบันของคุณ จากนั้นแตะปุ่ม ดำเนินการต่อ

7 . ขั้นตอนสุดท้าย แตะปุ่ม ลบบัญชีผู้ใช้ เพื่อยืนยัน จากนั้นโปรแกรมจะนำคุณออกจากระบบโดยอัตโนมัติ และหลังจากนี้คุณก็ไม่ต้องใช้เข้างานบัญชีนี้อีกเป็นระยะเวลา 30 วัน เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการลบบัญชี Facebook แบบถาวรครับ

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีดาวน์โหลดและติดตั้ง TeamViewer บน Windows

TeamViewer คืออะไร ?

TeamViewer (ทีมวิวเวอร์) คือโปรแกรมประเภทรีโมทเดสก์ทอปยอดนิยมตัวหนึ่ง ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถแก้ไขปัญหาทางคอมพิวเตอร์ให้กันและกันได้ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งอาจจะอยู่ใกล้หรือไกลกันก็ตาม ผู้รีโมทจะสามารถมองเห็นภาพหน้าจอ สามารถพิมพ์ และสามารถคลิกเมาส์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ถูกรีโมทได้ เสมือนผู้รีโมทไปนั่งอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ของผู้ถูกรีโมทเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังสามารถโอนย้ายไฟล์ไปมาระหว่างเครื่องผู้รีโมทและผู้ถูกรีโมทได้อีกด้วย

วิธีดาวน์โหลด

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.teamviewer.com/th/ดาวน์โหลด
  2. คลิกเลือก “ระบบปฏิบัติการ Windows”
  3. คลิกปุ่ม “ดาวน์โหลด TEAMVIEWER”

วิธีติดตั้ง

1 . ดับเบิลคลิกไฟล์ชื่อ TeamViewer_Setup.exe ที่ได้จากขั้นตอนการดาวน์โหลดก่อนหน้า

2 . เมื่อหน้า TeamViewer Setup แสดงขึ้นมา ให้เลือกตัวเลือกเป็น Basic Installation และ Personal / Non-commercial-use จากนั้นกดปุ่ม Accept – finish ดังภาพ

*** หมายเหตุ : การเลือกตัวเลือกเป็น Personal / Non-commercial-use หมายความว่าคุณยอมรับเงื่อนไขการใช้งานโปรแกรมในลักษณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิช ซึ่งหากคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ คุณอาจต้องพิจารณาซื้อใบอนุญาต (license) จาก TeamViewer ซึ่งแพงเอาเรื่อง หรือพิจารณาไปใช้โปรแกรมอื่นแทน เช่น Chrome Remote Desktop เป็นต้น ***

3. เมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น โปรแกรม TeamViewer จะถูกเรียกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และสามารถใช้งานได้ทันที

วิธีใช้งานเบื้องต้น

สำหรับผู้ถูกรีโมท (ผู้รับความช่วยเหลือ)

หน้าที่สำหรับผู้ถูกรีโมท (ผู้รับความช่วยเหลือ) คือเปิดโปรแกรม TeamViewer ค้างเอาไว้ และแจ้งข้อมูลต่อไปนี้ให้ผู้รีโมททราบ

  1. ID ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวน 10 หลัก
  2. Password ซึ่งเป็นตัวเลขผสมกับตัวอักษร ความยาว 6 ตัวอักษร (Password จะถูกเปลี่ยนทุกครั้งที่โปรแกรมถูกปิด และเปิดขึ้นมาใหม่)

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกแสดงในหน้าหลักของโปรแกรมดังรูป

สำหรับผู้รีโมท (ผู้ช่วยเหลือ)

สิ่งที่ผู้รีโมทต้องทำคือ ขอ ID และ Password ของผู้ที่จะถูกรีโมท

จากนั้นเปิดโปรแกรม TeamViewer ขึ้นมา และกรอก ID ของผู้ที่จะถูกรีโมทเข้าไปตรงช่อง Partner ID เลือกตัวเลือก Remote control แล้วกดปุ่ม Connect

เมื่อหน้าต่าง TeamViewer Authentication แสดงขึ้นมา ให้กรอก Password ลงไปแล้วกดปุ่ม Log On

เมื่อรีโมทสำเร็จ จะมีหน้าต่างใหม่แสดงขึ้นมา ซึ่งเราจะเห็นภาพหน้าจอของผู้ถูกรีโมทดังรูป จากนั้นเราก็สามารถคลิก หรือพิมพ์ ไปยังเครื่องของผู้ถูกรีโมทได้เลย

วิธีตั้งรหัสผ่านส่วนตัว

รหัสผ่านส่วนตัวสามารถใช้แทนรหัสผ่านแบบสุ่มได้ และสามารถตั้งค่าได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. คลิกเมนู Extras > Options
  2. ที่หน้าต่าง TeamViewer Options คลิกแท็บ Security
  3. ใส่รหัสผ่านที่เราต้องการลงไปตรงส่วนของ Personal password ที่ช่อง Password และ Confirm password จากนั้นกดปุ่ม OK

วิธีตั้งให้ TeamViewer เริ่มทำงานเมื่อเปิดเครื่อง

วิธีตั้งให้ TeamViewer เริ่มทำงานเมื่อเปิดเครื่อง ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเครื่องที่จะต้องถูกรีโมทอยู่เป็นประจำ สามารถตั้งค่าได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. คลิกเมนู Extras > Options
  2. ที่หน้าต่าง TeamViewer Options คลิกแท็บ General
  3. คลิกให้ขึ้นเครื่องหมายถูกที่ Start TeamViewer with Windows
  4. จากนั้นคลิกปุ่ม OK

หมายเหตุ : หากคุณยังไม่ได้ตั้งรหัสผ่านส่วนตัว มันจะบังคับให้คุณตั้งรหัสผ่านก่อน จากนั้นกดปุ่ม OK

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีเปลี่ยน default terminal ใน Ubuntu MATE

เมื่อเราติดตั้งโปรแกรม terminal ตัวใหม่เพิ่มเข้ามาใน Ubuntu เช่น โปรแกรม terminator บางครั้งเราก็อยากจะใช้โปรแกรม terminal ตัวใหม่นั้นเป็นโปรแกรม terminal ตัวหลัก (default terminal) ซึ่งจะถูกเรียกขึ้นมาโดยการกดปุ่มลัด Alt+Ctrl+T

สำหรับ Ubuntu เวอร์ชั่นอื่นๆ การเปลี่ยน default terminal อาจจะสามารถใช้คำสั่งด้านล่างนี้เพื่อตั้งค่าได้

แต่สำหรับ Ubuntu MATE จะต้องตั้งค่าผ่าน Preferred Applications ดังต่อไปนี้

  1. เปิดโปรแกรม Preferred Applications (ตำแหน่ง shortcut จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบของ panel ที่ตั้งค่าไว้)

2. คลิกแท็บ System แล้วเลือกโปรแกรม terminal ที่ต้องการให้เป็นตัวหลักในหมวดหมู่ Terminal Emulator จากนั้นกดปุ่ม Close เพื่อปิดหน้าต่างเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน


แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีตั้งค่าเปลี่ยนภาษาบน Windows 10 ด้วยปุ่มตัวหนอน

ขั้นตอนการตั้งค่าในบทความนี้อ้างอิงจากการตั้งค่าใน Windows 10 v1809 (ล่าสุด)

การนำทาง

  1. ขั้นตอนการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทย (ใครเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยแล้ว ข้ามไปขั้นตอนที่ 2 ได้เลย)
  2. ขั้นตอนการตั้งค่าปุ่มเปลี่ยนภาษาให้เป็นปุ่มตัวหนอน (~)

ขั้นตอนการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทย

คลิกเมนู Start > Settings

ที่หน้าต่าง Windows Settings คลิกเมนู Time & Language

คลิกเมนู Language จากนั้นคลิกปุ่ม Add a language

เมื่อหน้าต่าง Choose language to install แสดงขึ้นมา ให้พิมพ์ค้นหาว่า thai ในช่องค้นหาด้านบน จากนั้นคลิกเลือก ไทย แล้วกดปุ่ม Next

เอาเครื่องหมายถูกออกที่ Install language pack and set as my Windows display language หากคุณไม่ต้องการแสดงชื่อเมนูเป็นภาษาไทย จากนั้นคลิกปุ่ม Install

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะมีภาษาไทย เพิ่มขึ้นมาในรายการตามรูป

และที่มุมขวาล่างจะแสดง Language bar สามารถคลิกเพื่อเปลี่ยนภาษาได้ที่นี่ หรือกดปุ่ม Windows + Space บนคีย์บอร์ดเพื่อเปลี่ยนภาษาก็ได้

ขั้นตอนการตั้งค่าปุ่มเปลี่ยนภาษาให้เป็นปุ่มตัวหนอน (~)

สำหรับคนที่จำเป็นต้องพิมพ์สัญลักษณ์ตัวหนอน (~) หรือ Grave Accent () อยู่เป็นประจำ เช่น อาชีพโปรแกรมเมอร์ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งค่าเปลี่ยนภาษาด้วย 2 ปุ่มนี้ เพราะจะทำให้พิมพ์สัญลักษณ์ 2 ตัวนี้ไม่ได้

คลิกเมนู Start > Settings

ที่หน้าต่าง Windows Settings คลิกเมนู Time & Language

คลิกเมนู Language > Spelling, typing, & keyboard settings

ที่หน้าต่าง Typing คลิกเมนู Advanced keyboard settings

ที่หน้า Advanced keyboard settings คลิกเมนู Language bar options

ที่หน้าต่าง Text Services and Input Languages คลิกแท็บ Advanced Key Settings เลือก Between input languages และคลิกปุ่ม Change Key Sequence….

ที่หน้าต่าง Change Key Sequence เลือก Switch Input Language เป็น Grave Accent (`) และ Switch Keyboard Layout เป็น Not Assigned จากนั้นคลิกปุ่ม OK

จากนั้นจะเหลือหน้าต่าง Text Services and Input Languages ที่ตรง Between input languages จะแสดงเป็น Grave Accent () ตามรูป จากนั้นกดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้นการตั้งค่า

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีบีบอัดไฟล์ และแตกไฟล์ zip บน Windows 10 โดยไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม

การบีบอัดไฟล์ (file compression) และการแตกไฟล์ (file decompression) เป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์มีข้อดีดังต่อไปนี้

ข้อดีของเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์

  • ช่วยให้ไฟล์ที่ถูกบีบอัดมีขนาดเล็กลง ช่วยให้การโอนถ่ายไฟล์ผ่านอินเทอร์เน็ตทำได้รวดเร็วขึ้น
  • สามารถรวมไฟล์หลายๆ ไฟล์ให้เป็นเดียวได้ ช่วยลดขั้นตอนในการโอนถ่ายไฟล์จำนวนมากๆ
  • สามารถกำหนดรหัสผ่านขณะแตกไฟล์สำหรับข้อมูลที่ต้องการให้เป็นความลับ (โปรแกรมที่ติดมากับ Windows 10 ทำไม่ได้)

วิธีบีบอัดไฟล์ zip

คลิกขวาที่ไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการบีบอัด เลือกเมนู Send to > Compressed (zipped) folder

จากนั้นรอจนกว่าการบีบอัดไฟล์จะเสร็จสิ้น และได้ไฟล์ .zip

วิธีแตกไฟล์ zip

คลิกขวาที่ไฟล์ .zip เลือกเมนู Extract All…

หน้าต่าง Extract Compressed (Zipped) Folders จะแสดงขึ้นมา

คุณสามารถกดปุ่ม Browse เพื่อเลือกว่าจะให้แตกไฟล์ไปไว้ที่โฟลเดอร์ไหน (ไม่ต้องเลือกก็ได้ หากไม่เลือกโฟลเดอร์ไฟล์จะถูกแตกไว้ที่โฟลเดอร์เดียวกับไฟล์ .zip)

เมื่อเลือกโฟลเดอร์เสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Extract และรอจนกว่าการแตกไฟล์จะเสร็จสิ้น

*** ตัวเลือก Show extracted files when complete หากติ๊กเครื่องหมายถูกออก จะไม่เปิดหน้าต่างใหม่เมื่อการแตกไฟล์เสร็จสิ้น ***

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีตั้งค่าให้ Windows 10 แสดงนามสกุลไฟล์ (file extension)

การแสดงนามสกุลไฟล์ (file extension) ช่วยให้เรารู้ได้ว่าไฟล์นั้นๆ ควรจะถูกเปิดด้วยโปรแกรมอะไร และช่วยให้เราตรวจสอบได้ว่าไฟล์นั้นเป็นไฟล์ประเภทเดียวกับที่เราเข้าใจหรือไม่ ไม่ใช่ไฟล์แปลกปลอมอย่างไวรัสที่ถูกตั้งค่าไอคอนเป็นรูปอื่นๆ จนเราเข้าใจผิด

วิธีตั้งค่า

เปิดโปรแกรม File Explorer ขึ้นมา จากนั้นคลิกแท็บ View > Options

เมื่อหน้าต่าง Folder Options แสดงขึ้นมา ให้คลิกแท็บ View แล้วติ๊กเครื่องหมายถูกออกที่ Hide extensions for known file types จากนั้นกดปุ่ม OK เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีติดตั้งไลบรารี (Library) สำหรับ Arduino IDE

วิธีติดตั้งไลบรารี (Library) ให้กับโปรแกรม Arduino IDE ทำได้ 3 วิธีดังนี้

  1. ติดตั้งผ่าน Arduino IDE โดยใช้ Library Manager
  2. ติดตั้งผ่าน Arduino IDE โดยนำเข้าไฟล์ .zip
  3. ติดตั้งโดยนำไลบรารีไปวางไว้ในโฟลเดอร์ libraries

หมายเหตุ : วิธีติดตั้งแบบที่ 2 และแบบที่ 3 ต้องดาวน์โหลดไฟล์ไลบรารีมาไว้ในเครื่องก่อน

ติดตั้งผ่าน Arduino IDE โดยใช้ Library Manager

*** ข้อจำกัด : ไลบรารีที่จะติดตั้งด้วยวิธีนี้ จะต้องมีข้อมูลอยู่ในระบบ library index ของ arduino เท่านั้น ซึ่งหากไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบ จะทำให้ค้นหาไลบรารีเพื่อติดตั้งไม่เจอ ***

คลิกที่เมนู Sketch > Include Library > Manage Libraries… เพื่อเปิด Library Manager

รอให้ Library Manager ดาวน์โหลด library index จนเสร็จ จึงจะเริ่มใช้งาน Library Manager ได้ (ช้าเร็วขึ้นอยู่กับความเร็วอินเทอร์เน็ต)

พิมพ์ชื่อไลบรารีที่ต้องการจะติดตั้ง เช่น พิมพ์คำว่า taskscheduler สำหรับการค้นหาไลบรารีชื่อ TaskScheduler

เมื่อเจอไลบรารีที่ต้องการจะติดตั้ง ให้คลิกปุ่ม Install จากนั้นรอจนกว่าไลบรารีนั้นจะถูกดาวน์โหลด และติดตั้งจนเสร็จ

ถ้าติดตั้งเสร็จแล้วจะขึ้นคำว่า INSTALLED ต่อท้ายชื่อไลบรารี (ช้าเร็วขึ้นอยู่กับความเร็วอินเทอร์เน็ต)

ติดตั้งผ่าน Arduino IDE โดยนำเข้าไฟล์ .zip

ดาวน์โหลดไลบรารีที่เป็นไฟล์ .zip มาไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

คลิกที่เมนู Sketch > Include Library > Add .ZIP Library…

จากนั้นจะมีหน้าต่างย่อยแสดงขึ้นมา ให้เราเลือกไฟล์ไลบรารี .zip ที่เราเพิ่งดาวน์โหลดมา จากนั้นกดปุ่ม OK

เมื่อติดตั้งสำเร็จจะมีข้อความขึ้นมาว่า Library added to your libraries. Check “Include library” menu ตามรูปด้านล่าง

ติดตั้งโดยนำไลบรารีไปวางไว้ในโฟลเดอร์ libraries

ดาวน์โหลดไลบรารีที่เป็นไฟล์ .zip มาไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

แตกไฟล์ .zip จนได้ออกมาเป็นโฟลเดอร์

ย้ายโฟลเดอร์ที่เพิ่งแตกไฟล์ออกมา ไปไว้ในโฟลเดอร์ libraries

ที่อยู่ของโฟลเดอร์ libraries สำหรับ Linux : /home/your_user/Arduino/libraries

ที่อยู่ของโฟลเดอร์ libraries สำหรับ Windows : C:\Users\your_user\Documents\Arduino\libraries

โดยสามารถตรวจเช็คตำแหน่งของโฟลเดอร์ที่จะนำไปวางได้โดยคลิกที่เมนู File > Preferences

เมื่อหน้าต่าง Preferences แสดงขึ้นมา ให้ดูที่ Sketchbook location นั่นคือตำแหน่งของโฟลเดอร์ที่เราจะนำไลบรารีไปวาง

วิธีดาวน์โหลดไลบรารีจาก GitHub

เข้าไปที่เว็บไซต์ GitHub ในหน้าหลักของโปรเจคไลบรารีที่เราจะดาวน์โหลด เช่น ไลบรารี TaskScheduler ก็เข้าไปที่ลิงค์ https://github.com/arkhipenko/TaskScheduler

หากใครไม่ทราบลิงค์ก็สามารถค้นหาได้จาก Google ด้วยคำค้น “github arduino ชื่อไลบรารี” เช่น “github arduino taskscheduler” หรือ “github arduino bounce2” เป็นต้น

เมื่อเข้าเว็บไซต์ GitHub ในหน้าหลักของโปรเจคไลบรารีได้แล้ว ให้คลิกปุ่ม Clone or download > Download ZIP ตามรูปด้านล่าง

เมื่อการดาวน์โหลดเสร็จสิ้น คุณจะได้ไฟล์ชื่อ library_name-master.zip

จากนั้นคุณสามารถนำไฟล์ .zip นี้ไปใช้ติดตั้งในขั้นตอนการติดตั้งไลบรารีโดยนำเข้าไฟล์ .zip ได้เลย

แต่ถ้าหากคุณจะนำไปใช้ในขั้นตอนการติดตั้งโดยนำไลบรารีไปวางไว้ในโฟลเดอร์ libraries คุณต้องแตกไฟล์ .zip ก่อน

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

สอนใช้ Arduino เช็คสถานะปุ่มกด (Push Button) หรือสวิตซ์ (Switch)

ปุ่มกด (Push Button) หรือสวิตซ์ (Switch) เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปในหลายๆ โปรเจค เพื่อเชื่อมจุด 2 จุดในวงจรให้ถึงกัน มักใช้เพื่อรับข้อมูลจากผู้ใช้ เช่น เมื่อผู้ใช้กดปุ่มให้อุปกรณ์ที่ต่อพ่วงเริ่มทำงาน หรืออาจจะรับสัญญาณจากกลไกต่างๆ เช่น เมื่อวัตถุเคลื่อนที่มาถึงลิมิตสวิตซ์ (Limit Switch) ให้เครื่องจักรหยุดทำงาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้ความรู้นี้ไปประยุกต์ต่อกับเซ็นเซอร์ (Sensor) บางประเภทได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามในบทความนี้จะเน้นไปที่การใช้สวิตซ์กดแบบธรรมดาครับ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

  • x1 บอร์ด Arduino (หรือบอร์ดอื่นๆ ที่คล้ายกัน)
  • x1 สวิตซ์ (Switch)
  • x1 ตัวต้านทาน (Resistor) 4.7 – 10K kΩ (ค่าใดก็ได้)
  • x1 สายไฟจั๊มเปอร์
  • x1 บอร์ดทดลอง (Breadboard)

วิธีต่อวงจร

เราจะต่อสวิตซ์เพื่อใช้งานกับ Arduino โดยใช้การต่อวงจรที่เรียกว่า Pull-Up Resistor หรือ Pull-Down Resistor อย่างใดก็ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ขา Input อยู่ในสถานะ Floating จนอ่านค่าจากขา Input มาใช้งานไม่ได้

*** Floating เป็นสถานะที่ขา Input ของ MCU ไม่ได้ต่ออยู่กับ VCC หรือ GND อย่างใดอย่างหนึ่งเลย ทำให้เมื่ออ่านค่าจากขา Input นั้น จะได้ค่าออกมาในลักษณะสุ่มระหว่าง LOW และ HIGH แบบไม่สามารถคาดเดาได้ ***

โดยความแตกต่างในด้านการใช้งานของทั้ง 2 วงจรนี้ คือ

  • Pull-Up Resistor
    • ไม่ได้กดปุ่ม จะอ่านค่าได้เป็น HIGH
    • กดปุ่ม จะอ่านค่าได้เป็น LOW
  • Pull-Down Resistor
    • ไม่ได้กดปุ่ม จะอ่านค่าได้เป็น LOW
    • กดปุ่ม จะอ่านค่าได้เป็น HIGH

ตรงจุดนี้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมนะครับ ว่าอยากได้สถานะตอนกดปุ่มเป็น HIGH หรือเป็น LOW ส่วนการต่อวงจรก็ตามภาพด้านล่างเลยครับ

Internal Pull-Up Resistor

นอกเหนือจากการต่อวงจร 2 แบบที่ได้อธิบายไว้ด้านบนแล้ว บอร์ด Arduino หรือบอร์ดอื่นๆ ที่คล้ายกันบางบอร์ด เขาก็ได้ติดตั้งวงจร Pull-Up Resistor มาให้เราในตัวบอร์ดแล้ว (เรียกว่า Internal Pull-Up Resistor) โดยที่เราไม่ต้องหาตัวต้านทานจากภายนอกมาต่อเพิ่ม มีแค่สวิตซ์อย่างเดียวเราก็สามารถต่อวงจรใช้งานได้แล้ว วิธีการต่อวงจรทำได้โดยต่อขาด้านหนึ่งของสวิตซ์เข้ากับขา Input ส่วนขาอีกด้านหนึ่งต่อเข้ากับ GND ซึ่งคล้ายกับการต่อ Pull-Up Resistor แบบปกติ แต่ต่างกันตรงที่ Resistor ถูกต่อแบบ Pull-Up มาให้ในตัวบอร์ดเรียบร้อยแล้ว

โค้ดโปรแกรมอย่างง่าย (เพื่อความเข้าใจ)

ตัวอย่างนี้จะเป็นโค้ดโปรแกรมอย่างง่ายที่สุด สำหรับอ่านค่าจากขา Input (ในที่นี้เป็นขา 2) และเมื่ออ่านค่าจากขา Input ได้เป็น HIGH ไฟที่ LED ติด แต่ถ้าอ่านค่าได้เป็น LOW ไฟที่ LED ดับ (ในที่นี้ใช้ built-in LED ของ Arduino UNO ซึ่งอยู่ที่ขา 13)

โดยโค้ดนี้ใช้ได้กับทั้งวงจร Pull-Up Resistor และ Pull-Down Resistor ซึ่งให้ผลลัพธ์การทำงานที่แตกต่างกันดังนี้

  • Pull-Up Resistor หรือ Internal Pull-Up Resistor

    • ไม่ได้กดปุ่ม จะอ่านค่าได้เป็น HIGH (ไฟที่ LED ติด)
    • กดปุ่ม จะอ่านค่าได้เป็น LOW (ไฟที่ LED ดับ)
  • Pull-Down Resistor
    • ไม่ได้กดปุ่ม จะอ่านค่าได้เป็น LOW (ไฟที่ LED ดับ)
    • กดปุ่ม จะอ่านค่าได้เป็น HIGH (ไฟที่ LED ติด)

หมายเหตุ : หากต้องการใช้งาน Internal Pull-Up Resistor ให้แทนที่คำสั่ง pinMode(buttonPin, INPUT) ด้วย pinMode(buttonPin, INPUT_PULLUP)

โค้ดโปรแกรมแบบใช้ไลบรารี Bounce2 (เพื่อใช้งานจริง)

โค้ดโปรแกรมก่อนหน้าเป็นเพียงการใช้งานฟังก์ชั่น digitalRead() อ่านค่าแบบธรรมดาๆ ไม่ได้ป้องกันการ bounce ของสวิตซ์เอาไว้เลย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาขณะใช้งานจริงได้

วิธีแก้ไขคือ เราต้องเขียนโค้ดโปรแกรมเพื่อ debounce โดยผมแนะนำให้ใช้ไลบรารีชื่อ Bounce2 เพื่อให้โค้ดโปรแกรมของเราบำรุงรักษาได้ง่าย และง่ายต่อการนำกลับมาใช้ซ้ำในโปรเจคอื่นๆ (สามารถศึกษาวิธีติดตั้งไลบรารีได้ที่นี่)

***  การ bounce ของสวิตซ์ คือการสั่นของสวิตซ์ ทำให้เกิดสัญญาณดิจิตอลไปที่ขา Input หลายครั้งในการกดสวิตซ์เพียงครั้งเดียว จนส่งผลให้ระบบทำงานผิดพลาดเนื่องจากระบบจะเข้าใจว่าสวิตซ์ถูกกดหลายครั้งนั่นเอง ส่วนการป้องกันการ bounce เราจะถูกเรียกว่าการ debounce ***

ตัวอย่างโค้ดโปรแกรมเมื่อใช้งานไลบรารี Bounce2

สรุป

  • การต่อสวิตซ์เพื่อใช้งานกับ Arduino หรือไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) จำเป็นต้องต่อวงจรแบบ Pull-Up Resistor หรือ Pull-Down Resistor เพื่อป้องกันไม่ให้ขา Input อยู่ในสถานะ Floating จนอ่านค่ามาใช้งานไม่ได้
  • บอร์ดบางตัวจะติดตั้ง Pull-Up Resistor มาให้แล้วในตัวบอร์ดเรียบร้อยแล้ว (เรียกว่า Internal Pull-Up Resistor) แปลว่าเราสามารถใช้งานวงจรแบบ Pull-Up Resistor ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องต่อ Resistor เพิ่มจากภายนอก
  • การเขียนโค้ดโปรแกรมเพื่อ debounce แนะนำให้ใช้ไลบรารีแทนการเขียนด้วยตัวเอง เพราะบำรุงรักษาง่ายกว่า และนำไปใช้ซ้ำในโปรเจคอื่นได้ง่ายกว่า
  • การ debounce ด้วยการต่อวงจรก็สามารถทำได้ เพียงแต่ไม่ได้ถูกพูดถึงในบทความนี้ครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน