สอนใช้ nano บน Linux

nano คืออะไร ?

nano คือ โปรแกรมประเภท text editor (โปรแกรมแก้ไขข้อความ) โปรแกรมหนึ่ง ที่สามารถใช้งานผ่าน command-line interface ได้

ทำไมต้องใช้ nano ?

หากต้องการจะแก้ไขไฟล์บน Linux ในโหมด command-line เช่น Linux server ก็จำเป็นจะต้องใช้งาน text editor ที่สามารถทำงานในโหมด command-line ได้ ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจก็คือ nano เหตุผลเพราะ

  1. Linux ส่วนใหญ่ ติดตั้ง nano มาให้แล้ว
  2. nano ใช้เวลาในการเรียนรู้สั้นมาก เมื่อเทียบกับโปรแกรมประเภทเดียวกันอย่าง Vim

ส่วนตัวผมเอง แม้ในขณะที่กำลังใช้ Linux desktop อยู่ก็ตาม ก็มักจะแก้ไขไฟล์ config ต่างๆ ด้วยโปรแกรม text editor ประเภท command-line เพราะว่าใช้ทรัพยากรณ์เครื่องน้อยกว่าพวก text editor แบบกราฟิก และข้อดีอีกอย่างคือ หากผมเปลี่ยนไปใช้ Linux distro อื่นๆ ซึ่งบางครั้ง text editor แบบกราฟิกอาจจะเป็นคนละตัวกัน ผมก็ไม่ต้องปรับตัวใหม่อีกด้วย (ปกติผมใช้ Vim)

วิธีใช้งาน nano

1. การเรียกใช้งานโปรแกรม

การเรียกใช้งานโปรแกรมทำได้ 2 แบบ คือ

  1. พิมพ์คำสั่ง nano เพื่อเรียกโปรแกรมขึ้นมาเฉยๆ (สร้าง buffer เปล่าๆ ขึ้นมา)
  2. พิมพ์คำสั่ง nano /path/to/file เพื่อเปิดไฟล์มาดูหรือแก้ไข (ผมชอบใช้วิธีนี้)

2. ส่วนประกอบของโปรแกรม

รูปด้านล่างนี้จะเป็นหน้าตาของโปรแกรม nano เมื่อใช้เปิดไฟล์ .bashrc ด้วยคำสั่ง nano .bashrc

โดยแถบด้านบนสุดของโปรแกรมจะแสดงชื่อไฟล์ที่ถูกเปิดอยู่ และตรงที่ผมทำกรอบสีแดงๆ เอาไว้ จะเป็นพื้นที่สำหรับแก้ไขข้อความ ส่วนด้านล่างสุดจะแสดงรายการปุ่มลัดที่อาจจะต้องใช้บ่อยๆ (เรียกว่า Shortcut List) ซึ่งตรงจุดนี้เองที่จะช่วยให้เราแทบจะไม่ต้องเรียนรู้ และแทบจะไม่ต้องจดจำวิธีการใช้งานเลย

3. ความหมายของสัญลักษณ์บน Shortcut List

สัญลักษณ์ ^ หมายถึงให้กดปุ่ม Ctrl+ และสัญลักษณ์ M- หมายถึงให้กดปุ่ม Alt+ เช่น

  • ^X หมายถึงให้กดปุ่ม Ctrl+X
  • M-U หมายถึงให้กดปุ่ม Alt+U

4. การแก้ไขข้อความ

การแก้ไขข้อความ ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่คุณเลื่อน cursor ไปยังตำแหน่งที่คุณต้องการจะแก้ไขด้วยปุ่มต่างๆ ต่อไปนี้

  • ปุ่มลูกศร เพื่อเลื่อน cursor ไปทางซ้าย, ทางขวา, ขึ้น หรือ ลง
  • ปุ่ม Home หรือ End เพื่อย้าย cursor ไปยังต้นบรรทัด หรือท้ายบรรทัด
  • ปุ่ม Page Up หรือ Page Down เพื่อเลื่อน cursor ขึ้นหรือลงเป็นหน้าๆ

จากนั้นก็เพิ่ม ลบ หรือแก้ไขข้อความตามปกติ เช่นเดียวกับตอนที่คุณใช้งาน text editor ทั่วๆ ไป

5. การบันทึกไฟล์

เมื่อคุณแก้ไขข้อความเสร็จแล้ว ให้คุณกดปุ่ม Ctrl+O เพื่อบันทึกไฟล์ จากนั้นตัวโปรแกรมจะถามคุณว่า ต้องการจะบันทึกไฟล์ไว้ที่ไหน ซึ่งถ้าคุณเรียกใช้งาน nano ด้วยคำสั่ง nano /path/to/file โปรแกรมก็จะแสดง /path/to/file มาให้เลย จากนั้นคุณเพียงกดปุ่ม Enter เพื่อยืนยันการบันทึก

หรือมีอีกปุ่มลัดหนึ่งที่สามารถใช้บันทึกไฟล์ได้เช่นกัน คือ Ctrl+S โดยปุ่มลัดนี้จะบันทึกข้อมูลไปยังไฟล์ที่เราเปิดอยู่ทันที โดยไม่ถามว่าเราต้องการจะบันทึกไว้ที่ไฟล์ไหน

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีตั้งค่า Bash ให้แสดง Git branch

ทำไมต้องแสดง Git branch ใน Bash ?

สำหรับคนที่ใช้งาน Git ผ่าน command-line อยู่เป็นประจำ และต้องสลับ branch ไปมาบ่อยๆ หากเราจะเช็คว่าตอนนี้เราทำงานอยู่ใน branch ไหน ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องพิมพ์คำสั่ง git branch อยู่บ่อยๆ แต่หากเราตั้งค่า Bash prompt ให้แสดง Git branch อยู่ตลอดเวลา ก็จะช่วยเราลดขั้นตอนในการตรวจเช็ค branch ไปได้มาก

การตั้งค่า

การตั้งค่าต่อไปนี้ จะเป็นตัวอย่างการตั้งค่าบน Ubuntu 20.04 LTS นะครับ ส่วน distro อื่นๆ อาจจะมีจุดที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยครับ

1. เปิดไฟล์ ~/.bashrc ด้วย text editor ตัวไหนก็ได้ตามแต่สะดวก เช่น gedit ~/.bashrc

2. ค้นหาบรรทัดที่มีคำว่า PS1 เราจะเจอโค้ดตามรูปด้านล่าง

3. จุดที่ 1 บรรทัดก่อน if [ "$color_prompt" = yes ]; then เราจะเพิ่ม export GIT_PS1_SHOWDIRTYSTATE=1 เข้าไปเพื่อให้แสดง Bash prompt แสดง Git dirty state

4. จุดที่ 2 และ 3 เราจะแทรก $(__git_ps1 "(%s)") เข้าไปที่ท้ายบรรทัดของตัวแปร PS1 ทั้ง 2 บรรทัด โดยตำแหน่งที่จะแทรกเข้าไปคือก่อน \$ ' ตามรูปครับ

5. บันทึกการแก้ไข ~./bashrc จากนั้นเมื่อคุณเข้าใช้งาน Bash และเปลี่ยนไป working directory ของคุณไปที่ Git repo ก็จะมีการแสดง Git branch ที่ Bash prompt ของคุณตามรูปด้านล่างครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

ลองใช้ Ubuntu 20.04 LTS หลังจากที่ไม่ได้ใช้ Ubuntu มานานมาก

ผมเคยใช้ Ubuntu มาก่อนแล้ว

ผมเริ่มใช้ Ubuntu ครั้งแรกที่เวอร์ชั่น 10.04 LTS ซึ่งตอนนั้น Ubuntu ยังใช้ GNOME 2 เป็น Desktop Environment และเมื่อมาถึงเวอร์ชั่น 11.04 Ubuntu ก็เปลี่ยนไปใช้ Desktop Environment ที่เพิ่งเกิดใหม่ชื่อว่า Unity (ณ ตอนนั้นเจ้าอื่นๆ ส่วนใหญ่เปลี่ยนไปใช้ GNOME 3) และผมก็ยังคงใช้ Ubuntu อยู่พักใหญ่ๆ โดยมีความคิดที่ว่า “จะต้องปรับตัวให้คุ้นเคยกับ Unity เพราะ Unity จะเป็น Desktop Environment ตัวหลักบน Ubuntu ไปอีกนาน”

ผมทนใช้ Ubuntu ที่มาพร้อมกับ Unity มาจนถึง Ubuntu เวอร์ชั่นประมาณ 14.04 LTS จากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวกับ Unity แล้ว ใช้มาตั้งนานไม่เสถียรสักที ฟีเจอร์ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา, bug ก็เยอะ, กินสเปคก็สูง จากนั้นผมก็เลยลองเปลี่ยนไปใช้ Xubuntu และ Lubuntu และสุดท้ายมาจบอยู่ที่ Ubuntu MATE ซึ่งเป็นตัวที่ตอบโจทย์ผมมากที่สุด เพราะให้ประสบการณ์การใช้งานที่เหมือนกับ GNOME 2 และไม่กินสเปคเครื่องมากจนเกินไป

ทำไมถึงอยากลองใช้ดูอีกครั้ง

นับตั้งแต่วันที่ Ubuntu เริ่มเปลี่ยนมาใช้ Unity จนมาถึงวันนี้ก็ผ่านมาหลายปีมากแล้ว วันนี้ก็เลยได้ฤกษ์ได้ยามที่จะลองใช้งาน Ubuntu อีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า

  1. ตั้งแต่เวอร์ชั่น 18.04 LTS เป็นต้นไป Ubuntu เปลี่ยนมาใช้ GNOME 3 เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าอาจจะกินสเปคเครื่องมากกว่า MATE Desktop ใน Ubuntu MATE ก็ตาม แต่ก็น่าจะให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่า Unity เพราะ GNOME 3 นั้นถูกใช้อย่างกว้างขวางใน Linux distro อื่นๆ อีกหลาย distro
  2. ผมชอบ Ubuntu MATE ก็จริงแต่ Ubuntu ที่เป็น Ubuntu flavours จะมีระยะเวลา support ที่สั้นกว่า Ubuntu แบบปกติ เช่น Ubuntu 20.04 LTS มีระยะเวลา support 5 ปี ส่วน Ubuntu MATE จะมีระยะเวลา support เพียง 3 ปีเท่านั้น [อ่านเพิ่มเติม]

ความรู้สึกหลังลองใช้

  1. รู้สึกเหมือนกำลังใช้งาน Unity อยู่ ถึงแม้ว่าเบื้องหลังจะเปลี่ยนไปใช้ GNOME 3 แล้วก็ตาม นั้นก็เพราะว่า Ubuntu ยังมีการแสดงแถบ launcher ที่ด้านซ้ายอยู่ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนกำลังใช้ GNOME 3 อยู่เช่นกัน ซึ่งโดยรวมแล้ว ให้ความรู้สึกที่ดีมาก
  2. รู้สึกมั่นใจว่าปัญหาที่เคยเจอพบในช่วงที่ Ubuntu มาพร้อมกับ Unity ได้หมดไปแล้ว
  3. ส่วนอื่นๆ รู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ซอฟต์แวร์ก็ใหม่ขึ้นตามกาลเวลา เช่นเดียวกับ Linux distro อื่นๆ

สรุป

Ubuntu 20.04 LTS นั้นน่าใช้ขึ้นมากๆ เมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นแรกๆ ที่เริ่มเอา Unity เข้ามาใช้ แต่ถ้าถามผมว่าจะเปลี่ยนมาใช้เลยมั้ย อันนี้คงต้องขอคิดดูอีกสักพัก เพราะคอมฯ ที่ผมใช้ค่อนข้างเก่า เดี๋ยวเวลาใช้งานจริงจะเหลือ CPU กับ RAM ไว้ให้โปรแกรมอื่นๆ ใช้งานไม่มากพอ

แบ่งปันสิ่งนี้บน

ใช้โปรแกรมอะไรเขียนเว็บไซต์ ?

การเขียนเว็บไซต์ คือการเขียนโค้ดโปรแกรมภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ดภาษา HTML, CSS, JavaScript, PHP หรือภาษาใดๆ ก็ตาม

ดังนั้นโปรแกรมที่จะขาดไปไม่ได้เลยสำหรับการเขียนเว็บไซต์ คือ โปรแกรมประเภท Code Editor หรือโปรแกรมสำหรับแก้ไขโค้ดนั่นเอง

โปรแกรมประเภท Code Editor คืออะไร ?

โปรแกรมประเภท Code Editor คือโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อการเขียนโค้ดโดยเฉพาะ หรือจะเรียกว่าเป็น Text Editor (โปรแกรมแก้ไขข้อความ) สำหรับการเขียนโค้ดก็ได้ และความสามารถหลักๆ ของโปรแกรมประเภทนี้ได้แก่

Syntax Highlighting

Syntax Highlighting คือ ความสามารถในการทำไฮไลต์โค้ดโปรแกรม เพื่อให้ส่วนต่างๆ ของโค้ดมีสีสันที่สวยงาม และง่ายต่อการจำแนก ว่าส่วนไหนคืออะไร เช่น ช่วยจำแนกว่าส่วนไหนคือ ฟังก์ชั่น, ชื่อตัวแปร, หรือ ชนิดข้อมูล ฯลฯ

Code Completion

Code Completion คือ ความสามารถในการช่วยเราเติมโค้ด เช่น กรณีที่เรากำลังเขียนภาษา JavaScript แล้วเราพิมพ์ว่า document.q ตัวโปรแกรมก็จะคาดเดา และแนะนำสิ่งที่โปรแกรมคิดว่าเรากำลังจะพิมพ์มาให้เราเลือก เช่น document.querySelector() เป็นต้น

โปรแกรมประเภท Code Editor มีโปรแกรมอะไรบ้าง ?

รายชื่อโปรแกรมที่ต่อไปนี้ เป็นโปรแกรมที่ผมคิดว่ามีคุณภาพมากพอที่สมควรแก่การแนะนำ ซึ่งแต่ละโปรแกรมสามารถใช้แทนกันได้ และให้ประสบการณ์การใช้งานที่ใกล้เคียงกัน

  1. Visual Studio Code – free + open source (พัฒนาโดย Microsoft ผู้พัฒนา Windows)
  2. Atom – free + open source
  3. Brackets – free + open source (พัฒนาโดย Adobe ผู้พัฒนา Photoshop)
  4. Sublime Text – ทดลองใช้ฟรีไม่จำกัดเวลา หรือจะซื้อ license เพื่อสนับสนุนผู้พัฒนาก็ได้

เลือกใช้ Code Editor ตัวไหนดี ?

จริงๆ แล้วเราสามารถเลือกใช้โปรแกรม Code Editor ตัวไหนก็ได้ เพราะโปรแกรมเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่เราสามารถเปลี่ยนไปมาได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับผม ผมจะมีหลักการเลือกดังนี้ครับ

  1. เลือกโปรแกรมฟรี เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย (ส่วนโปรแกรมไหนที่คิดว่าซื้อแล้วคุ้ม ก็ควรซื้อครับ)
  2. เลือกโปรแกรมโอเพนซอร์ซ เพราะความเปิดกว้าง ความโปร่งใส และความยั่งยืน
  3. เลือกโปรแกรมที่เป็นที่นิยมสูงๆ เพราะความนิยมจะช่วยให้เรามั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าโปรแกรมนั้นดีจริงๆ และโปรแกรมที่ได้รับความนิยมสูงๆ มักจะมีชุมชนผู้ใช้งานที่แข็งแรงมากอีกด้วย
  4. เลือกโปรแกรมที่รองรับหลายระบบปฏิบัติการ เพราะผมไม่ได้ใช้งานแค่ระบบปฏิบัติการเดียว เมื่ออยู่บ้านผมใช้ Linux ส่วนที่ทำงานผมใช้ Windows ดังนั้นคงจะไม่สะดวกเท่าไหร่ หากต้องคอยปรับตัวในทุกๆ วัน เมื่อบน Linux ผมใช้โปรแกรมหนึ่ง ส่วนบน Windows ผมต้องปรับตัวไปใช้อีกโปรแกรมหนึ่ง
  5. เลือกโปรแกรมที่คุณพอใจมากที่สุด เพราะโปรแกรมส่วนใหญ่ จะมีความสามารถคล้ายๆ กัน บ้างก็มีจุดแข็งที่อีกโปรแกรมไม่มี บ้างก็มีจุดอ่อนที่ขัดใจเหลือเกิน สุดท้ายคุณก็ต้องเลือกโปรแกรมที่คุณพอใจมากที่สุดนั่นเอง (คือต้องทดลองใช้หลายๆ โปรแกรมในช่วงแรก)

แล้วผู้เขียนใช้โปรแกรมตัวไหน ?

ในช่วงแรกๆ ผมทดลองใช้ทั้ง Brackets และ Atom ท้ายที่สุดผมก็เลือกใช้ Atom เป็นโปรแกรมหลักนานอยู่หลายปี อาจจะเป็นเพราะผมชอบเลย์เอาท์ของ Atom ที่ดูสบายตา ประสบการณ์การใช้งานที่เรียบง่าย และในช่วงนั้นดูเหมือน Atom จะเป็นที่นิยมมากกว่า Brackets

ช่วงปี 2019 ผมทดลองใช้ Visual Studio Code อยู่พักหนึ่งแต่ก็เลิกใช้ไปเพราะรู้สึกว่าเลย์เอาท์ไม่สบายตา และไม่เรียบง่าย ส่วนในปี 2020 ผมกลับมาทดลองใช้อีกครั้งพร้อมกับการค้นพบวิธีปรับหน้าตาโปรแกรมให้สบายตา และเรียบง่ายใกล้เคียง Atom

สุดท้ายผมก็ได้เปลี่ยนมาใช้ Visual Studio Code ที่สบายตาขึ้น บวกกับเหตุผลที่ว่า Visual Studio Code แทบจะพร้อมสำหรับงานเขียนเว็บไซต์ในทันทีหลังติดตั้งโปรแกรม โดยที่ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มเติมเลย (จริงๆ แล้วผมก็ยังชอบ Atom อยู่นะ แค่อาจจะต้องตั้งค่าเยอะหน่อย เพื่อให้ความสามารถใกล้เคียงกับ Visual Studio Code หลังติดตั้งเสร็จใหม่ๆ)

สรุป

โดยปกติแล้วการเขียนเว็บไซต์ หรือการเขียนโปรแกรมประเภทอื่นๆ ก็ตาม จะใช้โปรแกรมประเภท Code Editor ในการเขียนครับ แต่การจะเลือกใช้ Code Editor ตัวไหน อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับมันมาก เราสามารถเปลี่ยนโปรแกรมที่ใช้ไปมาได้ทุกเมื่อครับ

แบ่งปันสิ่งนี้บน

อยากเขียนเว็บไซต์ เริ่มยังไงดี ?

TL;DR

คำแนะนำของผม ในการเริ่มต้นเขียนเว็บไซต์ให้เป็น คือ การเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง อย่ารอให้ตัวเองขยัน หรืออย่ารอให้มีอารมณ์ปฏิบัติ การปฏิบัติที่ว่านี้ก็คือการฝึกเขียนเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML, CSS และ JavaScript ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุดสำหรับการเขียนเว็บไซต์ครับ

1. ทำความรู้จักกับภาษาที่ใช้เขียนเว็บไซต์ซะก่อน

เว็บไซต์โดยทั่วไป จะถูกสร้างบนพื้นฐานของภาษาคอมพิวเตอร์ดังต่อไปนี้

  1. HTML (Hypertext Markup Language) คือ ภาษาที่ใช้บอกถึงเนื้อหา และโครงสร้างของหน้าเว็บไซต์ ว่าหน้าเว็บไซต์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เช่น มีข้อความ, รูปภาพ, ลิงค์, เมนู, ฟอร์มรับข้อมูล หรือปุ่มกด อยู่ตรงไหนบ้าง
  2. CSS (Cascading Style Sheets) คือ ภาษาที่ใช้ตกแต่งหน้าเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม เช่น กำหนดสี, รูปภาพพื้นหลัง, เส้นขอบ และระยะห่างของแต่ละองค์ประกอบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังใส่ลูกเล่นให้กับเว็บไซต์ได้อีกด้วย เช่น เมื่อเลื่อนเมาส์ไปอยู่เหนือเมนู แล้วเมนูเปลี่ยนสีเป็นต้น
  3. JavaScript (เขียนย่อว่า JS) คือ ภาษาที่ช่วยให้หน้าเว็บไซต์สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ เช่น เมื่อคลิกปุ่ม แล้วจะมีป๊อปอัพเมนูปรากฏขึ้นมาเป็นต้น

อย่างน้อยที่สุดเว็บไซต์ 1 เว็บไซต์จะต้องประกอบไปด้วยภาษา HTML, ส่วน CSS ถ้าเว็บไซต์นั้นไม่ได้ต้องการความสวยงามมากก็อาจจะไม่ต้องใช้, สุดท้าย JavaScript ถ้าเว็บไซต์นั้นไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบกับผู้ใช้งานก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เช่นกัน แต่โดยทั่วไปแทบหาไม่ได้เลย ที่เว็บไซต์หนึ่งๆ จะใช้ไม่ครบทั้ง 3 ภาษา

นอกเหนือจากภาษา HTML, CSS และ JavaScript ซึ่งเป็นฝั่ง front-end ที่ทำงานบนเว็บเบราเซอร์ ก็ยังมีฝั่ง back-end ที่ทำงานบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ อย่างเช่น PHP หรือภาษาอื่นๆ อยู่อีก แต่ผมขอละไว้ก่อน เพราะบทความนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

หมายเหตุ : JavaScript เป็นคนละภาษากับภาษา Java นะครับ

2. ลงมือปฏิบัติ

ถ้าเราเอาแต่หาคำตอบว่าจะเริ่มยังไง แล้วเราไม่เริ่มมันสักที มันก็จะไม่ได้เริ่มครับ ผมแนะนำให้ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนในบทความนี้ไปด้วยครับ เป็นขั้นตอนการสร้างหน้าเว็บไซต์อย่างง่าย ไม่กี่ขั้นตอน ให้คิดซะว่านี่เป็นโอกาสที่ดี ที่คุณจะได้เริ่มต้นกับการเขียนเว็บไซต์ครับ

ผมจะใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ในการอธิบายนะครับ ส่วนคนที่ใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆ เช่น Linux หรือ macOS ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอแค่คุณรู้จักกับโปรแกรมประเภทเดียวกันนี้ในระบบปฏิบัติการที่คุณใช้ก็พอครับ นั่นคือ

  1. โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Web Browser) เช่น Chrome, Firefox, Edge, Safari
  2. โปรแกรมแก้ไขข้อความ (Text Editor) เช่น Notepad หรือโปรแกรมแก้ไขโค้ด (Code Editor) เช่น VSCode, Atom, Brackets

คุณจะใช้โปรแกรมไหนก็ได้ แล้วแต่สะดวก แต่ในบทความนี้ผมจะใช้โปรแกรม Notepad และ Edge เพราะว่ามีให้ใช้บน Windows อยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องติดตั้งเพิ่มเติมครับ ส่วนในบทความถัดๆ ไป ผมจะใช้ Editor ตัวอื่นๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการเขียนโปรแกรมโดยเฉพาะครับ นั่นคือโปรแกรมประเภท Code Editor นั่นเอง

เอาละเริ่มปฏิบัติ !

1. เปิดโปรแกรม Notepad ขึ้นมา

2. พิมพ์โค้ด HTML ต่อไปนี้ลงไปที่โปรแกรม Notepad หรือจะคัดลอกไปวางเลยก็ได้ครับ

<!DOCTYPE html>
<html>
<head>
  <meta charset="UTF-8">
  <title>เว็บไซต์แรกของฉัน</title>
</head>
<body>
  สวัสดีครับ/ค่ะ นี่คือ เว็บไซต์แรกของฉัน
</body>
</html> 

3. บันทึกไฟล์โดยคลิกที่เมนู File > Save As… และบันทึกไฟล์เป็นชื่อ first.html และในกรณีนี้ผมเลือกบันทึกไฟล์ไว้ที่ Desktop ครับ

4. เปิดดูไฟล์ first.html ที่เราเพิ่งสร้าง ด้วยการดับเบิ้ลคลิก หรือคลิกขวาที่ไฟล์ แล้วเลือก Open with ตามด้วยเลือก Web Browser ที่คุณต้องการ

จากนั้น Web Browser ก็จะแสดงผลหน้าเว็บไซต์ first.html ที่คุณเพิ่งสร้างตามภาพด้านล่าง

ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ กับการเริ่มต้นเขียนเว็บไซต์ครั้งแรก

อธิบายสิ่งที่เพิ่งปฏิบัติกันไป

สิ่งที่คุณได้ปฏิบัติไปเมื่อสักครู่ คือการเขียนโค้ดภาษา HTML ครับ ซึ่งโค้ดดังกล่าวยังไม่ได้รวมภาษา CSS และ JavaScript เข้าไป และผมจะขออธิบายโค้ด HTML เมื่อสักครู่แบบง่ายๆ ดังนี้

<!DOCTYPE html>
<html>
<head>
  <meta charset="UTF-8">
  <title>**************</title>
</head>
<body>
  **************
</body>
</html> 

โค้ดส่วนที่นอกเหนือจากเครื่องหมาย * เปรียบเสมือนรูปแบบมาตรฐานที่ทุกเว็บไซต์ต้องมี (จำแบบนี้ไปก่อนครับ) และส่วนที่คุณจะต้องแก้ไขคือส่วนที่ผมทำเครื่องหมาย * ไว้ นั่นคือส่วนของแท็ก title และแท็ก body ครับ

แท็ก title คือ ส่วนที่เป็นชื่อของหน้าเว็บไซต์ครับ ซึ่งจะแสดงอยู่ที่ด้านบนสุดของ Web Browser ดังรูปผลลัพธ์ที่เราเพิ่งเห็นกันไป

ส่วนแท็ก body คือ ส่วนเนื้อหาเว็บไซต์ครับ เราจะระบุเนื้อหาของเว็บไซต์ อันได้แก่ ข้อความ, รูปภาพ, ลิงค์, เมนู, ฟอร์มรับข้อมูล และ ปุ่มกด กันที่นี่ครับ หรือก็คือโค้ดส่วนใหญ่เราจะเขียนกันที่นี่นั่นเองครับ

หมายเหตุ:

  • แบบนี้เรียกว่าแท็ก (tag) : <tagname> หรือ </tagname>
  • แบบนี้เรียกว่าแท็กเปิด (opening tag) : <tagname>
  • แบบนี้เรียกว่าแท็กปิด (closing tag) : </tagname>

ข้อความส่งท้าย

เนื้อหาในบทความนี้อาจจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาในบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านหลายๆ ท่าน สามารถเริ่มต้นกับการเขียนเว็บไซต์ได้

ผมจะพยายามเขียนบทความที่ต่อเนื่องกับบทความนี้ และบทความที่เกี่ยวข้องกับการเขียนเว็บไซต์ออกมาเรื่อยๆ ดังนั้นหากคุณชอบบทความแนวนี้ก็สามารถกดติดตาม Facebook แฟนเพจกันไว้ได้ครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ตั้งใจอ่านกันจนจบครับ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าครับ สวัสดีครับ 🙂

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

บันทึกรหัสผ่านอย่างปลอดภัยด้วยโปรแกรม KeePassXC

โปรแกรม KeePassXC คืออะไร ?

โปรแกรม KeePassXC คือ โปรแกรมสำหรับจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) โปรแกรมหนึ่ง ซึ่งมีความสามารถหลักๆ คือ

  • ช่วยเราบันทึกชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านจำนวนมาก อย่างปลอดภัยด้วยการเข้ารหัส
  • ช่วยเราคิดรหัสผ่านแบบสุ่มที่มีความปลอดภัยสูงได้อย่างง่ายดาย
  • ช่วยเราพิมพ์ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านลงบนหน้าล็อคอินโดยอัตโนมัติ

เหตุผลง่ายๆ ที่ควรใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน (Password Manager)

  1. โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน จะช่วยให้คุณจัดเก็บรหัสผ่านจำนวนมากได้อย่างปลอดภัย ด้วยการเข้ารหัสฐานข้อมูลที่ใช้เก็บรหัสผ่าน
  2. โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน จะทำให้คุณลดจำนวนรหัสผ่านที่ต้องจดจำลงอย่างมาก จากเดิมที่จะต้องจำหลายๆ รหัสผ่าน คุณจะเหลือรหัสผ่านที่ต้องจดจำเพียงรหัสผ่านเดียว คือรหัสผ่านหลัก (master password) ที่ใช้สำหรับปลดล็อคฐานข้อมูล
  3. โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน มักจะมาพร้อมกับความสามารถในการช่วยพิมพ์ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านให้แบบอัตโนมัติ (auto-type username & password)
  4. โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน มักจะมาพร้อมตัวช่วยสร้างรหัสผ่าน (password generator) ทำให้คุณสามารถสร้างรหัสผ่านสุดแข็งแกร่ง (strong password) ได้อย่างง่ายดาย
  5. โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน เหมาะสำหรับใช้เพื่อการบันทึกรหัสผ่าน มากกว่าโปรแกรมอรรถประโยชน์อื่นๆ (เช่น Notepad หรือ Excel) เพราะว่าถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานลักษณะนี้โดยเฉพาะ

เหตุผลที่ทำให้ KeePassXC น่าใช้กว่าโปรแกรมอื่น

  • โปรแกรม KeePassXC ทำงานแบบออฟไลน์ แปลว่าไฟล์ฐานข้อมูลซึ่งเก็บรหัสผ่านของเราเอาไว้ จะไม่ถูกแชร์ไปยังผู้ให้บริการออนไลน์ ถึงแม้จะแลกมาด้วยความยุ่งยากในการ backup ไฟล์อีกสักเล็กน้อยก็ตาม (เราอาจจะ backup ด้วยตัวเองผ่าน Cloud storage)
  • โปรแกรม KeePassXC มีให้ใช้งานในหลายๆ ระบบปฏิบัติการทั้ง Windows, macOS และ Linux ส่วนบนมือถือจะไม่มีโปรแกรม Official แต่ว่ามีโปรแกรมอื่นที่ใช้งานร่วมกันได้ เช่น KeePass2Android สำหรับ Android และ Strongbox สำหรับ iOS เป็นต้น
  • โปรแกรม KeePassXC เป็นซอร์ฟแวร์ Open-Source ดังนั้นความกังวนที่ว่า หากโปรแกรมนี้เลิกพัฒนา เราอาจจะเปิดไฟล์เพื่อดูรหัสผ่านไม่ได้ก็จะหมดไป เพราะจะต้องมีคนนำซอร์สโค้ดไปพัฒนาเป็นโปรแกรมให้เราใช้ต่อได้อย่างแน่นอน

วิธีใช้งานโปรแกรม KeePassXC อย่างง่าย

ดาวน์โหลด และติดตั้งโปรแกรม

สามารถดาวน์โหลดได้ที่ keepassxc.org/download ส่วนวิธีติดตั้งผมขอไม่อธิบายนะครับ เพราะว่าเหมือนกับการติดตั้งโปรแกรมอื่นๆ ทั่วๆ ไปครับ

วิธีสร้างไฟล์ฐานข้อมูล

1) คลิกที่เมนู Database > New database…

2) ตั้งชื่อฐานข้อมูล หรือปล่อยไว้ตามเดิม แล้วกดปุ่ม Continue

3) ตั้งระยะเวลาในการถอดรหัส หรือปล่อยไว้ตามเดิม แล้วกดปุ่ม Continue (ยิ่งตั้งเวลาสูง ยิ่งปลอดภัย แต่ก็จะทำให้ใช้เวลาในเปิดดูฐานข้อมูลนานตามไปด้วย)

4) ตั้งรหัสผ่านสำหรับเปิดดูฐานข้อมูล จากนั้นกดปุ่ม Done (รหัสผ่านนี้ต้องจำ หรือจดไว้ในที่ปลอดภัย เพราะหากเราลืมรหัสนี้เราจะเปิดดูฐานข้อมูลไม่ได้อีก)

5) เลือกโฟลเดอร์สำหรับบันทึกไฟล์ฐานข้อมูล แล้วกดปุ่ม Save

วิธีบันทึกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน

1) คลิกเลือกกลุ่มที่ด้านซ้าย (ในกรณีนี้คือ Root) จากนั้นคลิกที่เมนู Entries > New entry

2) กรอกข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านที่เราต้องการบันทึกให้ครบถ้วนตามรูป

ตัวเลือกเพิ่มเติม

  • icon รูปตา คลิกเพื่อแสดงรหัสผ่าน
  • icon รูปกุญแจ คลิกเพื่อเปิดตัวช่วยสร้างรหัสผ่านแบบสุ่ม
  • icon รูปลูกศรชี้ลง คลิกเพื่อดาวน์โหลด icon ของเว็บไซต์ตามที่เราระบุ URL มาแสดง

หากเราเปิดใช้ตัวช่วยสร้างรหัสผ่าน จะมีหน้าตาตามรูปด้านล่าง โดยเราสามารถกำหนดชุดตัวอักษรที่ใช้ และความยาวของรหัสผ่าน และกด Generate ไปเรื่อยๆ จนได้รหัสผ่านที่เราพอใจ จากนั้นกดปุ่ม Accept เพื่อนำรหัสผ่านที่ถูกสร้างมาใช้กับช่อง Password และ Repeat จากนั้นให้กดปุ่ม OK เพื่อเสร็จสิ้นการบันทึก

3) เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะได้ผลลัพธ์ตามรูป

วิธีพิมพ์รหัสผ่านอัตโนมัติ

1) เปิดเว็บไซต์ในหน้าที่ต้องพิมพ์ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน จากนั้นคลิกที่ช่องสำหรับพิมพ์ชื่อผู้ใช้ (โฟกัสไปที่ช่องกรอกชื่อผู้ใช้)

2) สลับหน้าต่างมาที่ KeePassXC และคลิกขวาที่รายการที่เราต้องการให้พิมพ์ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านอัตโนมัติ และเลือกเมนู Perform Auto-Type จากนั้นโปรแกรม KeePassXC จะสลับกลับไปหน้าจอก่อนหน้า พร้อมกับพิมพ์ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน เพื่อเข้าสู่ระบบให้เราโดยอัตโนมัติ

ความสามารถอื่นๆ ของโปรแกรมที่ผมไม่ได้อธิบายไว้

  • สามารถจัดกลุ่มของรหัสผ่านภายในฐานข้อมูลนั้นๆ ได้ เช่นกลุ่ม Social, Email, Shopping, etc.
  • สามารถเปลี่ยน icon กลุ่มได้
  • สามารถลากย้ายตำแหน่งกลุ่ม และลากย้ายรายการเพื่อเปลี่ยนกลุ่มได้
  • สามารถเปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับเปิดฐานข้อมูลได้ Database > Change master key > Change Password

Password Manager เจ้าอื่นๆ

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีเปลี่ยน Default Search Engine บน Chrome และ Firefox

การนำทาง

Default Search Engine คืออะไร ?

สำหรับ Chrome และ Firefox คุณสามารถค้นหาผ่าน address bar ได้เลย โดยที่ไม่ต้องเปิดเว็บไซต์ Search Engine ขึ้นมาก่อน

วิธีการคือ พิมพ์คำค้นหาลงบน address bar จากนั้นกดปุ่ม Enter คำค้นหานั้นก็จะถูกค้นหาด้วย Search Engine ตัวหลักที่ได้ถูกตั้งค่าเอาไว้ เราเรียก Search Engine ที่ถูกตั้งค่าเป็นตัวหลักนี้ว่า Default Search Engine

Chromium พิมพ์คำค้นหาที่ address bar เพื่อค้นหาผ่าน Default Search Engine
Firefox พิมพ์คำค้นหาที่ address bar เพื่อค้นหาผ่าน Default Search Engine (หรือจะเลือกค้นหาผ่าน Search Engine ตัวอื่นก็ได้นะ)

วิธีตั้งค่าสำหรับผู้ใช้ Chrome

วิธีเพิ่ม Search Engine สำหรับ Chrome

เข้าเว็บไซต์ Search Engine ที่คุณต้องการจะเพิ่ม ตัวอย่างเช่น duckduckgo.com, startpage.com qwant.com และ ecosia.org เป็นต้น

เมื่อเข้าเว็บไซต์ Search Engine เรียบร้อยแล้ว Search Engine เหล่านี้จะถูกเพิ่มเข้ามาใน Chrome โดยอัตโนมัติ

วิธีเปลี่ยน Default Search Engine สำหรับ Chrome

1) คลิกปุ่ม > Settings

2) คลิกแท็ป Search engine ที่ด้านซ้าย และเลือก Manage search engines

4) คลิกปุ่ม ที่ด้านหลัง Search Engine ที่คุณต้องการตั้งเป็น Default และคลิกปุ่ม Make default เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน

วิธีตั้งค่าสำหรับผู้ใช้ Firefox

วิธีเพิ่ม Search Engine สำหรับ Firefox

1) เข้าเว็บไซต์ Search Engine ที่คุณต้องการจะเพิ่ม ตัวอย่างเช่น duckduckgo.com, startpage.com qwant.com และ ecosia.org เป็นต้น

2) คลิกปุ่ม ที่ address bar จากนั้นคลิกปุ่ม Add Search Engine (หากไม่มีปุ่มนี้ให้คลิก หมายความว่า Search Engine ตัวนี้ถูกเพิ่มเข้ามาใน Firefox เรียบร้อยแล้ว)

วิธีเปลี่ยน Default Search Engine สำหรับ Firefox

1) เข้าไปที่หน้า Preferences โดยคลิกที่ > Preferences

2) คลิกที่แท็ป Search ที่ด้านซ้าย และเลือก Default Search Engine เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน

แบ่งปันสิ่งนี้บน

แนะนำ Search Engine ที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณ

ทำไมต้องใช้ Search Engine ที่ปกป้องความเป็นส่วนตัว ?

  • เพื่อการค้นหาที่เป็นส่วนตัว ไม่มีใครรู้ว่าคุณค้นหาอะไร หรือค้นหาเมื่อไหร่
  • เพื่อป้องกันประวัติการค้นหาของคุณที่ถูกเก็บไว้โดยผู้ให้บริการรั่วไหล
  • เพื่อป้องกันผู้ให้บริการเอาประวัติการค้นหาของคุณไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • เพื่อเปิดกว้างการค้นหาของคุณ ไม่ให้ผลการค้นหาของคุณถูกแสดงผลเฉพาะแต่สิ่งที่คุณสนใจเท่านั้น (แก้ไขปัญหา filter bubble)
  • เพื่อผลการค้นหาที่ไม่ถูกบิดเบือนโดยผู้ให้บริการ

Search Engine ที่ปกป้องความเป็นส่วนตัว ต่างจาก Search Engine แบบเดิมๆ ยังไง ?

Search Engine เหล่านี้จะมีนโยบายที่ชัดเจน ที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ โดย Search Engine เหล่านี้จะถูกเรียกว่า “Privacy Focused Search Engine”

นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Search Engine ประเภทนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ แต่โดยพื้นฐานแล้วก็มักจะมีสิ่งที่เหมือนๆ กันคือ ไม่เก็บประวัติการค้นหา, ไม่ใช้ cookie เพื่อการระบุตัวตนผู้ใช้, ไม่เก็บประวัติ IP Address, ไม่เก็บข้อมูล User Agent, ไม่เก็บข้อมูลอื่นๆ ที่อาจใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ใช้, ไม่แบ่งปัน ขาย หรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ เป็นต้น

รายชื่อ Privacy Focused Search Engine

รายชื่อ Privacy Focused Search Engine ต่อไปนี้ ผมได้ค้นหาข้อมูลเบื้องต้น อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว และทดลองใช้งานมาด้วยตัวเองระยะหนึ่งแล้ว และผมก็คิดว่าตัวเลือกต่อไปนี้ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอันดับต้นๆ จากทั้งหมดของ Search Engine ประเภทนี้ครับ

  1. DuckDuckGo.com
  2. StartPage.com
  3. Qwant.com
  4. Ecosia.org

DuckDuckGo.com

DuckDuckGo.com homepage
  • URL: duckduckgo.com และ duck.com (URL แบบสั้น)
  • สำนักงานใหญ่: อเมริกา
  • ที่มาของผลการค้นหา: ผลการค้นหามาจาก index ของตัวเอง, และจากพาร์ทเนอร์ ได้แก่ Oath (อดีต Yahoo) และ Bing, และจากแหล่งอื่นๆ รวมกันกว่า 400 แหล่งที่มา
  • ที่มาของรายได้:
    • รายได้จากการแสดงโฆษณาของ Yahoo-Microsoft search alliance
    • รายได้จากค่าคอมมิชชั่น Affiliate program ของ Amazon และ eBay
  • app สำหรับมือถือ: Android, iOS
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว: https://duckduckgo.com/privacy
  • จุดเด่น:
    • มีผลการค้นหาที่หลากหลาย
    • มีเมนูภาษาไทย
    • มี Search Suggestion ภาษาไทย
    • สามารถตั้งค่าเพื่อปิดการแสดงโฆษณาได้
    • เป็น Privacy Focused Search Engine ที่มี market share เยอะที่สุด ณ เวลานี้
  • จุดด้อย:
    • เมื่อค้นหาด้วยคำค้นภาษาไทย บ่อยครั้งที่ผลการค้นหาไม่สอดคล้องกับคำค้นหา
    • เมื่อค้นหาด้วยคำค้นภาษาไทย บ่อยครั้งที่ปรากฏเว็บไซต์สำหรับผู้ใหญ่ขึ้นมาในผลการค้นหา แม้จะตั้งค่า Safe Search เป็น Strict หรือ Moderate แล้วก็ตาม (ไม่เหมาะที่จะให้เด็กๆ ใช้ Search Engine ตัวนี้)
  • แหล่งอ้างอิง:

StartPage.com

Startpage.com homepage
  • URL: startpage.com และ ixquick.com (URL เก่าที่ redirect ไปยัง startpage.com)
  • สำนักงานใหญ่: เนเธอร์แลนด์/ยุโรป
  • ที่มาของผลการค้นหา: Startpage จ่ายเงินให้กับ Google เพื่อให้ได้มาซึ่งผลการค้นหา โดย Startpage จะลบ metadata เช่น IP Address หรือข้อมูลอื่นๆ ที่จะสามารถใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ใช้ออกก่อน จากนั้นจึงจะ query ไปยัง Google อีกที
  • ที่มาของรายได้:
    • รายได้จากการแสดงโฆษณาของ Google Adwords
  • app สำหรับมือถือ: Android, iOS
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว: https://www.startpage.com/en/search/privacy-policy.html
  • จุดเด่น:
    • เป็น Privacy Focused Search Engine ที่มีผลการค้นหาใกล้เคียง Google Search มากที่สุด เพราะว่ารับผลการค้นหามาจาก Google
    • บอกความใหม่/เก่าของ content ว่าสร้างมาแล้วกี่ชั่วโมง กี่วัน หรือสร้างวันไหน (เป็นบางรายการ)
    • มีปุ่ม Anonymous View แสดงอยู่ในผลการค้นหา ช่วยให้คุณเยี่ยมเว็บไซต์จากผลการค้นหาแบบไม่ระบุตัวตนได้ ซึ่งเป็นความสามารถที่ดีมากๆ
  • จุดด้อย:
    • ผลการค้นหาขึ้นอยู่กับ Google
  • แหล่งอ้างอิง:

Qwant.com

Qwant.com homepage
  • URL: qwant.com และ lite.qwant.com (เวอร์ชั่นใช้ทรัพยากรน้อย)
  • สำนักงานใหญ่: ฝรั่งเศษ/ยุโรป
  • ที่มาของผลการค้นหา: ผลการค้นหาจาก index ของตัวเอง ซึ่งถูกเติมเต็มด้วยผลการค้นหาจาก Bing อีกทีหนึ่ง เพราะว่า index ของตัวเองยังไม่ครอบคลุมมากพอ
  • ที่มาของรายได้:
    • รายได้จากการแสดงโฆษณาของ Bing
  • app สำหรับมือถือ: Android, iOS
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว: https://about.qwant.com/legal/privacy/
  • จุดเด่น:
    • พยายามที่จะเป็นอิสระจาก Search Engine ตัวอื่นๆ ถึงแม้ปัจจุบันยังต้องเติมเต็มผลการค้นหาของตัวเองจาก Bing อยู่ก็ตาม
  • จุดด้อย:
    • ผลการค้นหาบางส่วนยังขึ้นอยู่กับ Bing
  • แหล่งอ้างอิง:

Ecosia.org

Ecosia.org homepage
  • URL: ecosia.org
  • สำนักงานใหญ่: เยอรมัน/ยุโรป
  • ที่มาของผลการค้นหา: ผลการค้นหาทั้งหมดมาจาก Bing
  • ที่มาของรายได้:
    • รายได้จากการแสดงโฆษณาของ Bing
    • รายได้จากค่าคอมมิชชั่น Affiliate program ของ Bing
    • รายได้เล็กๆ จากการขายเสื้อ
  • app สำหรับมือถือ: Android, iOS
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว: https://info.ecosia.org/privacy
  • จุดเด่น:
    • รายได้กว่า 80% ถูกใช้เพื่อฟื้นฟูป่า (ยิ่งคนค้นหาเยอะ ยิ่งปลูกต้นไม้เยอะ)
  • จุดด้อย:
    • ผลการค้นหาขึ้นอยู่กับ Bing
  • แหล่งอ้างอิง:

ถ้าขึ้นอยู่กับ Search Engine อื่น แล้วต่างกันตรงไหน ?

  1. Privacy Focused Search Engine ยังแตกต่างจาก Search Engine ทั่วๆ ไป ตรงที่มีนโยบายที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
  2. เราค้นหาผ่าน Privacy Focused Search Engine ดังนั้น Privacy Focused Search Engine จะเป็นตัวกลางระหว่างเรากับ Search Engine ที่ให้ข้อมูลอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น Search Engine เหล่านั้นจะไม่รู้ว่าเราเป็นผู้ค้นหา และบันทึกประวัติการค้นหาของเราไม่ได้
  3. ถึงแม้ว่า Privacy Focused Search Engine จะต้องพึ่งข้อมูลจาก Search Engine ตัวอื่นๆ แต่อย่างน้อยๆ ผลการค้นหาที่ได้ ก็จะไม่ถูกอ้างอิงจากประวัติการค้นหา ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้ผลการค้นหาต่างกัน และ Privacy Focused Search Engine บางตัวก็ยังมี algorithm ในการแสดงผลการค้นหาของตัวเอง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์นั้นแตกต่างออกไปนั่นเอง

แสดงโฆษณา แล้วจะปกป้องความเป็นส่วนตัวได้อย่างไร ?

Search Engine ทั่วไปจะติดตามผู้ใช้ ว่าผู้ใช้สนใจสิ่งใดบ้างจากประวัติการค้นหา เพื่อคัดเลือกโฆษณาที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้ใช้มาแสดง ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสคลิกโฆษณานั้นๆ มากขึ้น

แต่ Privacy Focused Search Engine จะคัดเลือกโฆษณาโดยอ้างอิงจากคำค้นหาปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้แก่ผู้ให้บริการ และยังรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ไว้ได้พร้อมกัน

แล้วจะเลือกใช้ Search Engine ตัวไหนดี ?

ผมแนะนำให้ทดลองใช้ทุกตัวที่คุณสนใจ ถ้าชอบตัวไหนมากที่สุด คุณก็สามารถใช้ตัวนั้นเป็นตัวหลักได้

หรือคุณอาจจะไม่ต้องเลือกเลยก็ได้ เพราะคุณสามารถสลับใช้งาน Search Engine ไปมาได้ตามโอกาส และหากคุณชอบ Search Engine ตัวไหนมากที่สุด คุณก็สามารถตั้ง Search Engine ตัวนั้นให้เป็น Default Homepage หรือ Default Search Engine หรือคุณจะ Bookmark Search Engine หลายๆ ตัวเอาไว้เลือกใช้บน Browser ของคุณก็ได้เช่นกัน

สรุป

  • Privacy Focused Search Engine ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวให้แก่คุณ เมื่อคุณค้นหาสิ่งต่างๆ บนโลกออนไลน์
  • คุณสามารถเลือกใช้ตัวไหนเป็นตัวหลักก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล
  • คุณไม่จำเป็นต้องเลือกใช้เฉพาะตัวใดตัวหนึ่ง คุณสามารถสลับการใช้งานไปมาได้
  • คุณไม่ได้เป็นคนสร้าง Privacy Focused Search Engine ใช้เอง ดังนั้นไม่มีอะไรการันตีได้ว่า Privacy Focused Search Engine เหล่านี้จะปฏิบัติตามนโยบายความเป็นส่วนตัวได้ 100% แต่อย่างน้อย Privacy Focused Search Engine เหล่านี้ก็ยังมีแนวโน้มที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวมากกว่า Search Engine ทั่วๆ ไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน

วิธีดูปีที่ผลิตยางรถยนต์

ตัวเลข 4 หลัก แสดงสัปดาห์ และปี ที่ผลิตยางรถยนต์

เราสามารถดูสัปดาห์ และปีที่ผลิตยางรถยนต์ได้จากตัวเลข 4 หลักที่บริเวณแก้มยาง (บริเวณด้านข้างยาง) โดยตัวเลข 4 หลักที่ว่า มีความหมายดังนี้

  • 2 หลักแรก คือ สัปดาห์ที่ผลิต โดยปีหนึ่งมี 52 สัปดาห์
  • 2 หลักท้าย คือ ปี ค.ศ. ที่ผลิต

ตัวอย่าง เช่น 3917 หมายถึง ผลิตในสัปดาห์ที่ 39 ของปี 2017 นั่นเอง

หรือหากจะดูให้ละเอียดกว่านั้น ก็สามารถใช้โปรแกรมด้านล่างนี้เพื่อตรวจสอบ วัน/เดือน/ปีที่ผลิต และอายุยางรถยนต์ได้

โปรแกรมเช็คปียาง (Web)

  


ผลการตรวจสอบ

  • รหัส 4 หลัก: 
  • วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต: 
  • อายุยาง: 

ข้อมูลเพิ่มเติม

ยางรถยนต์มีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 3 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร อาจจะเปลี่ยนช้าหรือเร็วกว่านี้ก็พิจารณากันเอาเองตามสภาพยาง บาดแผล กำลังทรัพย์ และดุลยพินิจของแต่ละคนนะครับ

แบ่งปันสิ่งนี้บน

เล่าประสบการณ์ หลังย้ายมาใช้ Vultr $3.5 แทน DigitalOcean $5

ทำไมถึงย้าย ?

เดิมทีผมใช้ VPS ของค่าย DigitalOcean ที่ราคา $5/เดือน ใช้มานานหลายปีก็แฮปปี้ดี ไม่เคยมีปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด แต่มาวันนึงผมก็เริ่มคิดขึ้นมาว่า อาจจะมี VPS ค่ายอื่น ที่มีราคา/เดือนถูกกว่านี้ก็เป็นได้

ผมจึงพยายามหาผู้ให้บริการ VPS รายใหม่ ที่ราคาถูกลง และเชื่อถือได้ โดยค้นหาด้วยตัวเองบ้าง ลองถามจากในกลุ่ม Facebook บ้าง และผมก็ได้พบกับ Vultr ที่มีราคาสุดดึงดูดใจเพียง $2.5/เดือนเท่านั้น (สุดท้ายเลือกใช้ $3.5 เพราะตอบโจทย์มากกว่า)

เปรียบเทียบสเปค

สเปคของ DigitalOcean ที่ราคา $5 (Vultr ที่ราคา $5 ก็สเปคเดียวกัน)

  • 1GB RAM
  • 1 CPU
  • 25GB SSD
  • 1,000GB Bandwidth
  • Linux

สเปคของ Vultr ที่ราคา $2.5 และ $3.5

  • 512MB RAM
  • 1 CPU
  • 10GB SSD
  • 500GB Bandwidth
  • Linux
  • สำหรับราคา $2.5 จะได้เป็น IPv6 only
Vultr plan จากขั้นตอนการ deploy server

ซึ่งถ้าดูจากสเปคแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ราคาลดลงมาครึ่งหนึ่ง สเปคก็ลดลงมาครึ่งหนึ่งด้วยเช่นกัน (ยกเว้นตรงๆ SSD ที่ลดมาเกินครึ่งเล็กน้อย) และข้อมูลสำคัญอีกหนึ่งจุดที่ต้องพิจารณาคือ Vult ที่ราคา $2.5 จะได้เป็น IPv6 only ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ใครหลายๆ คนขยับไปใช้ Vultr ที่ราคา $3.5 แทน

Vultr ที่ราคา $2.5 และ $3.5 มีจุดประสงค์เพื่อเอาไว้ใช้ทดสอบระบบ หรือใช้กับระบบที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นการพัฒนา สเปคจะเป็นแบบแค่พอใช้งานได้ ไม่ได้รองรับการใช้งานแบบที่มีผู้ใช้เข้ามาใช้งานเยอะๆ และนอกจากนี้ Vultr ยังจำกัดให้ 1 account สามารถสร้าง server ราคา $2.5 ได้เพียง 2 server และสามารถสร้าง server ราคา $3.5 ได้เพียง 5 server เท่านั้น ดังนั้นใครจะสร้าง server ราคา $2.5 และ $3.5 ใช้งานพร้อมกันหลายๆ server คงหมดสิทธิ์ครับ

*** ดู plan อื่นๆ ได้ที่ Vultr Plans & Pricing และ Pricing on DigitalOcean ***

IPv6 only หมายความว่าอย่างไร ?

IPv6 only หมายความว่า VPS จะได้รับเฉพาะ IPv6 เท่านั้น ไม่มี IPv4 มาให้ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดว่าอุปกรณ์อีกฝั่งที่จะมาสื่อสารด้วย ก็จะต้องเป็น IPv6 เหมือนกันจึงจะสื่อสารกันได้ เช่น

  • หากคอมพิวเตอร์/มือถือของคุณ ไม่รองรับ IPv6 และคุณต้องการรีโมท SSH เข้าไปที่ VPS คุณจะไม่สามารถเชื่อมต่อโดยวิธีปกติเข้าไปได้ คุณอาจจำเป็นต้องเข้าใช้งานผ่าน web console แทน ซึ่งก็คงไม่สะดวกนัก
  • หากคุณใช้ VPS เพื่อเปิดให้บริการเว็บไซต์ และคอมพิวเตอร์/มือถือของผู้เยี่ยมชมไม่รองรับ IPv6 ผู้เยี่ยมชมก็จะไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ (อาจแก้ไขโดยใช้ Cloudflare เป็นตัวกลางระหว่าง VPS ที่เป็น IPv6 และผู้เยี่ยมชมที่เป็น IPv4 ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามหากคุณมี service อื่นๆ ที่เปิดใช้งานอยู่บน VPS คุณก็จำเป็นต้องเข้าถึง service นั้นๆ ด้วย IPv6 อยู่ดี)

ดังนั้นผมจึงเลือกใช้ Vultr ที่ราคา $3.5 ซึ่งราคาสูงขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่ยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อจากผู้ใช้งานที่ยังไม่รองรับ IPv6

Vultr Web Console

ประสิทธิภาพของ Vultr $3.5 เป็นอย่างไร ?

ผมใช้ VPS เพื่อเปิดเว็บไซต์ โดยติดตั้ง Ubuntu18.04 + Nginx + MyriaDB + PHP7 + WordPress ต้องบอกเลยว่า RAM 512MB ไม่พอใช้ครับ หลังจากที่ผมย้ายมาใช้ Vultr ที่ราคา $3.5 ได้เพียง 2 วัน เว็บไซต์ของผมก็แสดงเป็นหน้าว่างๆ พร้อมกับมีข้อความบอกว่าติดต่อกับฐานข้อมูลไม่ได้ แสดงเป็นหน้าว่างๆ แบบนั้นอยู่นานหลายชั่วโมงเลยครับ จนกระทั่งผมรู้ตัวและ reboot ระบบ

เมื่อเว็บไซต์กลับมาใช้งานได้ ผมก็ลองใช้คำสั่ง htop เพื่อดูการใช้ CPU และ RAM เลยสังเกตเห็นว่า RAM ถูกใช้ไปจนเกือบหมด ซึ่ง RAM ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปโดย MariaDB ผมก็เลยลองหาข้อมูล และพบบทความที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน MariaDB บนอุปกรณ์ที่มี RAM น้อยครับ ซึ่งดูวิธีการตั้งค่าได้จากบทความเรื่อง Starting MySQL On Low Memory Virtual Machines

นอกจากนี้ผมก็ยังสังเกตเห็นอีกว่า swap partition ไม่ได้ถูกสร้างไว้ ผมก็เลยเพิ่ม swap partitionเข้าไป 1GB เพื่อที่ว่าระบบจะได้เอา swap partition ซึ่งเป็น SSD มาใช้ทดแทน RAM ในกรณีที่ RAM ไม่พอใช้ ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงบ้าง แต่ก็ขอให้โปรแกรม และ service ต่างๆ ยังคงทำงานอยู่ได้เป็นพอครับ

และหลังจากที่ผมแก้ไขปัญหาตามที่อธิบายไปข้างต้น เว็บไซต์ของผมก็ไม่พบปัญหาดังกล่าวอีกเลย (อย่างน้อยก็ในประมาณผู้เยี่ยมชมที่มีอยู่ในปัจจุบัน)

หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ก็อัปเกรดได้

เมื่อวันหนึ่งเราต้องการประสิทธิภาพของ VPS ที่เพิ่มขึ้น อาจจะเนื่องจากผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คุณก็สามารถอัปเกรด plan ได้ (แต่ดาวน์เกรดไม่ได้) เพียงเข้าไปที่ my.vultr.com > Servers > “Server name” > Settings > Change Plan

หน้าแสดงการอัปเกรด plan ของ Vultr

สรุป

  • ผมย้ายจาก DigitalOcean มาใช้ Vultr ด้วยเหตุผลที่อยากจะลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพ หรือปัญหาการใช้งานแต่อย่างใด
  • Vultr มี plan ที่ราคาถูกกว่า $5 อยู่ 2 ตัว คือ $2.5 และ $3.5 ซึ่งมีสเปคลดลงจากราคา $5 อยู่ครึ่งหนึ่ง
  • ขั้นตอนการ Deploy server หากไม่เจอตัวเลือก $2.5 และ $3.5 แปลว่าราคานี้ขายหมดแล้วใน Location นั้นๆ ให้ลองเลือก Location อื่นดู เช่น Atlanta หรือ New York (Location มีผลต่อความเร็วในการเชื่อมต่อ และส่งข้อมูล)
  • Vultr VPS ที่ราคา $2.5 จะได้รับเฉพาะ IPv6 เท่านั้น หมายความว่าเครื่อง client จะต้องได้รับ IPv6 จาก ISP ด้วย จึงจะสามารถสื่อสารกันได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากมีปัญหากับ client ที่ไม่รองรับ IPv6 ก็จำเป็นต้องปรับ plan ขึ้นมาเป็นราคา $3.5
  • Vultr ที่ราคา $2.5 และ $3.5 มี RAM เพียง 512MB เท่านั้น ดังนั้นถ้าเปิดเว็บไซต์ และรัน service เยอะๆ อาจมีปัญหา RAM ไม่พอจน service หยุดทำงานได้ ควรเพิ่ม swap partition สัก 1GB เพื่อแก้ปัญหา RAM ไม่พอ (ถึงแม้มี RAM มากกว่า 512MB ก็ควรเพิ่ม swap partition)

ข้อมูลเพิ่มเติม

แบ่งปันสิ่งนี้บน